
หลักของข้าราชการการ
ขอโอนย้ายนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม จากปลัดกระทรวงการคลัง เป็นเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) แน่นอนว่าเป็นอำนาจอันชอบธรรมของฝ่ายบริหารที่จะโยกย้ายข้าราชการระดับสูง เพื่อให้ทำหน้าที่อย่างเหมาะสมในการสนองตอบต่อนโยบายรัฐบาลที่ได้ให้คำมั่นสัญญากับประชาชนไว้เมื่อคราวหาเสียง
ขอโอนย้ายนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม จากปลัดกระทรวงการคลัง เป็นเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) แน่นอนว่าเป็นอำนาจอันชอบธรรมของฝ่ายบริหารที่จะโยกย้ายข้าราชการระดับสูง เพื่อให้ทำหน้าที่อย่างเหมาะสมในการสนองตอบต่อนโยบายรัฐบาลที่ได้ให้คำมั่นสัญญากับประชาชนไว้เมื่อคราวหาเสียง
แต่กระนั้นน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รอง นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ จำเป็นต้องพิจารณาอย่างใส่ใจ โดยเฉพาะการโยกย้ายหัวหน้าส่วนราชการที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เช่น กระทรวงการคลัง เพราะข้าราชการประจำถือเป็นเครื่องไม้เครื่องมือของฝ่ายบริหารในการกอบกู้เศรษฐกิจ ที่ยามนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับมรสุมลูกแล้วลูกเล่า และมีปมปัญหาแต่ละวิกฤตล้วนแล้วแต่ผิดแผกแตกต่างจากในอดีต ให้ผู้เกี่ยวข้องต้องขบคิดกับความท้าทายในโจทย์ทางเศรษฐกิจใหม่ๆ
ฉะนั้น การมีข้าราชการประจำที่เป็นมืออาชีพ มีองค์ความรู้ในหลักการบริหารจัดการเศรษฐกิจ ย่อมมีส่วนสำคัญยิ่งในการนำพาเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นอุปสรรคและขวากหนามต่างๆ ไปได้ แม้ระบบราชการไทยจะไม่เป็นที่ชื่นชอบของใครต่อหลายคนนัก แต่ก็เป็นองค์กรเสาหลักที่เป็นกลจักรสำคัญในการบริหารประเทศ
ที่ผ่านมามีการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของทีมเศรษฐกิจรัฐบาลชุดนี้ว่ายังทำงานอย่างสะเปะสะปะ ไม่มีทิศทาง และทำตามใบสั่งโดยไม่สนใจว่าผลกระทบจากผลพวงของนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะนโยบายประชานิยมจะมีผลร้ายแรงต่อฐานะการเงินและการคลังของประเทศในระยะยาวอย่างมหาศาล
การแต่งตั้งโยกย้ายนายอารีพงศ์ไปนั่งตำแหน่งเลขาธิการ ก.พ.ร. ซึ่งนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง การันตีว่าเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง เพราะ ก.พ.ร.เป็นหน่วยงานที่ดูแลการปฏิรูประบบราชการทั้งระบบให้มีประสิทธิภาพ จึงต้องการคนดีและคนเก่ง เช่น นายอารีพงศ์
ดังนั้น เมื่อตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังนี้เป็นตำแหน่งสำคัญ เพราะว่างลง เป็นหน้าที่ของรมว.คลัง ที่จะสรรหาบุคคลที่เป็นคนดี มีความเหมาะสม และมีความเป็นมืออาชีพในการทำงาน อย่างน้อยก็ต้องมีฝีมือการบริหารที่ไม่ด้อยกว่านายอารีพงศ์ ปลัดกระทรวงการคลังคนก่อน และปลัดกระทรวงทั้งหลายในทำเนียบกระทรวงการคลัง ควบควบคุมถุงเงินถุงทองของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่รัฐบาลจะก่อหนี้ปรับโครงสร้างประเทศ 2 ล้านล้านบาท ในฐานะปลัดกระทรวงการคลังต้องยึดหลักซื่อตรงในความเป็นข้าราชการมืออาชีพ กล้าท้วงติงแนวนโยบายของฝ่ายบริหารที่สุ่มเสี่ยงจะนำความหายนะมาสู่ระบบเศรษฐกิจในระยะกลางและยาว
ที่สำคัญข้าราชการที่ซื่อตรงในความเป็นมืออาชีพของตนเองนั้น จำเป็นจะต้องยึดมั่นในหลักการที่จะรักษาวินัยการเงิน ตลอดจนผลประโยชน์ของประเทศ แม้การว่าท้วงติงนั้นๆ จะทำให้ต้องถูกฝ่ายการเมืองไม่พอใจ และอาจจะถูกคำสั่งโยกย้ายก็ตาม







