posttoday
ไขปัญหาโครงสร้างราคาน้ำมันไทย (ตอนที่ 2)

ไขปัญหาโครงสร้างราคาน้ำมันไทย (ตอนที่ 2)

04 ตุลาคม 2556

เมื่อตอนที่ผ่านมา ผมได้กล่าวถึงโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยได้เริ่มอธิบายถึงปัจจัยที่ไปมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของราคา ณ โรงกลั่น ไปแล้ว ในตอนนี้ผมจะมาพูดถึงราคา ณ โรงกลั่นของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ และส่วนประกอบที่เหลืออื่นๆ ของโครงสร้างราคาน้ำมันว่าแต่ละส่วนนั้นมีผลกระทบต่อราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปแต่ละชนิดอย่างไร

เมื่อตอนที่ผ่านมา ผมได้กล่าวถึงโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยได้เริ่มอธิบายถึงปัจจัยที่ไปมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของราคา ณ โรงกลั่น ไปแล้ว ในตอนนี้ผมจะมาพูดถึงราคา ณ โรงกลั่นของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ และส่วนประกอบที่เหลืออื่นๆ ของโครงสร้างราคาน้ำมันว่าแต่ละส่วนนั้นมีผลกระทบต่อราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปแต่ละชนิดอย่างไร

จากที่ได้กล่าวมาในตอนที่แล้วว่า ราคา ณ โรงกลั่น นั้นเป็นราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่มีการอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก แต่นอกจากน้ำมันเบนซิน ออกเทน 95 แล้วยังมีน้ำมันเบนซินประเภทอื่นอีกที่เรียกว่าน้ำมันแก๊สโซฮอล์ หรือน้ำมันเบนซินที่มีส่วนผสมของเอทานอลที่ผลิตจากอ้อยและมันสำปะหลังในสัดส่วนต่างๆ เช่น น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 E10 ก็คือน้ำมันที่มีส่วนผสมของน้ำมันเบนซินอยู่ร้อยละ 90 และส่วนผสมของเอทานอลอยู่ร้อยละ 10 เป็นต้น ดังนั้น ราคา ณ โรงกลั่นของน้ำมันแก๊สโซฮอล์แต่ละชนิดก็จะคำนวณจากสัดส่วนของน้ำมันเบนซินและเอทานอลของชนิดน้ำมันนั้นๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าราคา ณ โรงกลั่นของน้ำมันแก๊สโซฮอล์แต่ละชนิดก็จะไม่เท่ากัน ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากสัดส่วนที่ต่างกันของเอทานอลที่เข้าไปผสมนั่นเอง สำหรับราคา ณ โรงกลั่นของน้ำมันดีเซลเองก็เช่นกัน คือเป็นราคาที่มีการคำนวณส่วนผสมของน้ำมันไบโอดีเซล หรือที่เรียกกันว่าน้ำมัน B100 เข้าไปในสัดส่วนตามที่รัฐกำหนดด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ สัดส่วนน้ำมัน B100 นั้นจะอยู่ระหว่างร้อยละ 4.55 ขึ้นอยู่กับฤดูกาลของวัตถุดิบซึ่งก็คือปาล์มน้ำมันนั่นเอง

สำหรับส่วนประกอบในโครงสร้างราคาน้ำมันที่ผมจะขอกล่าวต่อไปก็คือ ภาษีสรรพสามิต และภาษีเทศบาล ซึ่งหากเข้าไปดูโครงสร้างราคาน้ำมันสำเร็จรูปในเว็บไซต์ของกระทรวงพลังงานจะเห็นว่าน้ำมันสำเร็จรูปแต่ละชนิดนั้นจะถูกเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตราที่ต่างกัน คือมีตั้งแต่สูงสุดที่ 7 บาทต่อลิตร ที่เก็บสำหรับน้ำมันเบนซิน ออกเทน 95 จนถึงต่ำสุดที่ 0.005 บาทต่อลิตร ที่เก็บสำหรับน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นมาตรการชั่วคราวของรัฐบาลที่โดยปกติจะเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลจำนวน 5.31 บาทต่อลิตร โดยในส่วนของน้ำมันเบนซิน ซึ่งรวมไปถึงน้ำมันแก๊สโซฮอล์นั้นที่มีอัตราภาษีสรรพสามิตที่ต่างกันนั้น ก็เนื่องมาจากการที่รัฐต้องการที่จะกำหนดส่วนต่างของราคาเพื่อให้ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน ซึ่งก็คือน้ำมันแก๊สโซฮอล์นั่นเอง สังเกตได้จากน้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่มีสัดส่วนเอทานอลผสมมาก ก็จะมีอัตราภาษีที่ต่ำกว่าน้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่มีส่วนผสมของเอทานอลน้อย

ผมขอชี้แจงว่า สำหรับในส่วนของน้ำมันดีเซลนั้น ที่จะเห็นได้ว่าปัจจุบันมีการเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตเพียง 0.005 บาทต่อลิตรเท่านั้น คือแทบจะเหมือนกับได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิตเลย ซึ่งก็ทำให้รายได้ของกรมสรรพสามิตลดลงจากเดิมไปถึงเดือนละกว่า 9,000 ล้านบาทเลยทีเดียว ทั้งนี้ ก็เนื่องมาจากรัฐบาลต้องการที่จะบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ได้มีการปรับตัวสูงขึ้นในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลนั้นถือเป็นน้ำมันเศรษฐกิจของประเทศที่มีการใช้กันอย่างกว้างขวางทั้งในภาคการขนส่ง ภาคการค้า ภาคการเกษตร และภาคอุตสาหกรรม โดยมีปริมาณการใช้เฉลี่ยรวมถึงประมาณ 59 ล้านลิตรต่อวัน (จากตัวเลขการใช้น้ำมันดีเซลเฉลี่ยในไตรมาสแรกของปี 2556 ของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน) โดยรัฐได้มีนโยบายให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไม่เกินลิตรละ 30 บาทต่อลิตร

ทั้งนี้ หากเราเข้าไปดูที่ราคา ณ โรงกลั่นของน้ำมันดีเซลเองนั้น (24.92 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 3 ต.ค. 2556) จะเห็นว่ามีความใกล้เคียงกับราคา ณ โรงกลั่นของน้ำมันเบนซิน (23.12 บาทต่อลิตร) และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ (23.68 บาทต่อลิตร) แต่การยกเว้นภาษีสรรพสามิตนั่นเองที่ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลนั้นต่ำกว่าราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ยกเว้นก็แต่เพียงน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 E20 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 E85 ที่รัฐมีการนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปชดเชยจำนวน 1.50 และ 11.60 บาทต่อลิตร ซึ่งผมจะขอลงในรายละเอียดของโครงสร้างต้นทุนราคาน้ำมันที่นอกเหนือจากราคาหน้าโรงกลั่นกับภาษีสรรพสามิตที่จะครอบคลุมไปถึงค่าใช้จ่ายต้นทุนต่างๆ จนเราเห็นเป็นราคาหน้าปั๊มน้ำมันที่เราเติมกันในบทความตอนหน้าต่อไปครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท