
สหรัฐหลังชนฝาหนี้พุ่งทะลุ500ล้านล้าน!
วิกฤตการคลังสหรัฐกำลังเป็นประเด็นร้อนฉ่าที่ทั่วโลกให้การติดตามอย่างใกล้ชิด
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
วิกฤตการคลังสหรัฐกำลังเป็นประเด็นร้อนฉ่าที่ทั่วโลกให้การติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะนอกจากจะมีปัญหาเรื่องกฎหมายงบประมาณการเงินปี 2014 ที่ไม่สามารถผลักดันออกมาใช้ได้ทันตามกำหนดเมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมาแล้ว ในช่วงกลางเดือนนี้ก็ต้องมาเผชิญความเสี่ยงเรื่องการขยายเพดานหนี้ 16.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 517.7 ล้านล้านบาท) เข้าอีก
เนื่องจากคาดว่าเพดานหนี้ที่ให้อำนาจรัฐบาลสามารถกู้ยืมเงินมาใช้จ่ายและชำระหนี้คืนจะถึงกำหนดในช่วงวันที่ 17 ต.ค.นี้ ขณะที่กระทรวงการคลัง เผยว่า สหรัฐจะมีเงินเหลืออยู่ในมือเพียงแค่ 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น บวกกับรายได้อื่นๆ เข้ามาอีกเล็กน้อย ทำให้รัฐบาลมีเงินเหลือใช้ในมือและชำระหนี้แบบวันต่อวันเท่านั้น ซึ่งรายได้ที่เข้ามาจะต่ำกว่ารายจ่ายกว่าแสนล้านเหรียญสหรัฐ และเสี่ยงที่จะทำให้สหรัฐเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้สูงมาก
แม้จะเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยากว่า สหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถังแตกและผิดนัดชำระหนี้เต็มตัวเมื่อไหร่ แต่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจสหรัฐ รวมถึงเศรษฐกิจโลกโดยรวมอย่างร้ายแรง
เพราะการผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลจะทำให้เจ้าหนี้ ซึ่งก็คือผู้ถือครองพันธบัตรสหรัฐและเจ้าหน้าที่ภาครัฐต่างๆ ที่พึ่งพาเงินจากรัฐบาล ไม่ได้รับเงินหรือค่าตอบแทนคืน ซึ่งนั่นจะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของสหรัฐโดยตรง ทั้งแง่ของความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในตลาดโลกด้วยต้นทุนที่ต่ำ
ผลกระทบดังกล่าวยังรวมไปถึงตลาดพันธบัตรทั่วโลกด้วยที่เสี่ยงจะต้องเผชิญกับความผันผวน เนื่องจากนักลงทุนจะไม่เชื่อมั่นในพันธบัตรว่าเป็นสิ่นทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอีกต่อไป
ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีข้อเสนอมาจากฝั่งพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านว่า รัฐบาลน่าจะแก้ปัญหาด้วยการเลือกจัดลำดับตามความสำคัญของการชำระหนี้คืน แต่วิธีดังกล่าวทางกระทรวงการคลังสหรัฐได้ออกมาปฏิเสธแล้วว่า ไม่อาจทำได้ เพราะการเลือกปฏิบัติด้วยการเลือกจ่ายชำระหนี้เพียงเฉพาะบางกลุ่ม ทำให้สุดท้ายแล้วสหรัฐก็เลี่ยงภาวะผิดนัดชำระหนี้ไม่ได้อยู่ดี
ดังนั้น นักวิเคราะห์จึงคาดการณ์ว่า กระทรวงการคลังสหรัฐน่าจะทำทุกวิถีทางให้สามารถจ่ายผลตอบแทนคืนแก่ผู้ถือครองพันธบัตรให้ได้เป็นสิ่งแรก เนื่องจากเป็นที่รู้กันดีว่าการผิดนัดการชำระหนี้ดังกล่าวเสี่ยงที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจโลกสั่นสะเทือน เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าพันธบัตรสหรัฐถือเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความเชื่อถือมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
ถึงกระนั้น แม้ว่าวิธีการดังกล่าวจะช่วยรักษาความเชื่อมั่นต่อพันธบัตรเมืองลุงแซมได้จริง แต่ปัญหาที่ชวนให้ปวดหัวต่อมาคือรัฐบาลกลางสหรัฐจะจ่ายหนี้คืนให้กับเจ้าหนี้กลุ่มไหนต่อไป เพราะรัฐบาลสหรัฐยังมีพันธะในการเลี้ยงดูและจ่ายเงินให้กับคนหลายกลุ่ม เช่น คนชรา ทหารผ่านศึก บริษัทสัญญาจ้างที่รัฐบาลจ้างในการทำโครงการต่างๆ กลุ่มข้าราชการทหารที่ยังปฏิบัติหน้าที่
รายจ่ายดังกล่าวของรัฐบาลสหรัฐมีความสำคัญมากต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม เนื่องจากเปรียบเสมือนเป็นท่อน้ำเลี้ยงที่คอยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจมาช้านาน
ดังนั้น กระทรวงการคลังสหรัฐจึงมีทางเลือก 2 วิธีในการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยที่ไม่ต้องผิดนัดชำระหนี้ต่อกลุ่มคนดังกล่าว
วิธีแรก คือ เลือกจ่ายหนี้คืนให้กับกลุ่มคนบางกลุ่มแบบ 100% ขณะที่ส่วนอื่นๆ ให้ชะลอออกไปก่อน
วิธีที่สอง คือ เลื่อนกำหนดการชำระคืนออกไปพร้อมกับให้สัญญาว่าจะชำระเงินให้เมื่อมีเงินเพียงพอ
นักวิเคราะห์และเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังระดับสูงของสหรัฐ ระบุว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ทางการของสหรัฐน่าจะเลือกใช้วิธีที่สอง ด้วยการเลื่อนกำหนดการชำระคืนออกไป พร้อมกับให้สัญญาว่าจะชำระเงินให้เมื่อมีเงินเพียงพอในการชำระหนี้
อย่างไรก็ตาม แม้วิธีดังกล่าวจะเป็นทางเลือกที่ทำให้สหรัฐเจ็บตัวน้อยที่สุด หากเกิดว่ารัฐบาลต้องผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมาจริงๆ แต่ก็ใช่ว่าผลพวงจากปัญหาดังกล่าวจะไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐและทั่วโลก
เพราะหากปล่อยให้การแก้ปัญหาในการขยายเพดานหนี้ยืดเยื้อเป็นเวลานาน นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศก็ย่อมจะเริ่มตั้งข้อสงสัยในความมั่นคงปลอดภัยในการถือครองพันธบัตรสหรัฐขึ้นมาอยู่ดี
นอกจากนี้ หากว่ารัฐบาลสหรัฐไม่สามารถหาจ่ายผลตอบแทนพันธบัตรตามกำหนดได้ ก็ยิ่งจะทำให้สถานะของพันธบัตรสหรัฐในการเป็นแหล่งลงทุนที่ปลอดภัยมากเป็นอันดับต้นๆ เสียหายอย่างหนัก และอาจส่งผลให้นักลงทุนหันไปถือครองพันธบัตรที่มีความมั่นคงสูงในเยอรมนี หรือสวิตเซอร์แลนด์แทน
“ถ้าความเชื่อมั่นในความสามารถในการชำระหนี้ของสหรัฐกลายเป็นข้อสงสัยขึ้นมา บวกกับภาวะที่สหรัฐไม่สามารถผ่านกฎหมายงบประมาณการเงินปี 2014 ออกมาใช้ได้ เศรษฐกิจสหรัฐและระบบการเงินโลกอาจจะได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรง” ดักลาส เอลเมนดรอฟ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณของสภาคองเกรส กล่าวให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น
ขณะที่ มาร์ค ซานดิ นักเศรษฐศาสตร์จากมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัทจัดอันดับเครดิตชื่อดัง กล่าวว่า ความวิตกกังวลต่อประเด็นขยายเพดานหนี้สหรัฐ อาจส่งผลให้ตลาดหุ้นหลายแห่งร่วงลงกว่าหลายร้อยจุดภายในวันเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเมื่อใกล้ถึงวันที่ 17 ต.ค.แล้ว ยังปรากฏว่า เหล่านักการเมืองลุงแซมยังไม่มีทีท่าว่าจะสามารถหาทางประนีประนอมในการลุยแก้ทางตันด้านวิกฤตดังกล่าวได้
นอกจากนี้ ปัญหาดังกล่าวก็ยิ่งจะสั่นคลอนความเชื่อมั่นให้หนักขึ้นไปอีก เพราะสหรัฐมีปัญหาด้านกฎหมายงบประมาณการเงินปี 2014 ที่ไม่ผ่านสภาเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นเมื่อ 2 ปัญหาประดังเข้ามาพร้อมๆ กัน เศรษฐกิจสหรัฐ รวมถึงเศรษฐกิจโลกจะต้องเจ็บตัวหนักอย่างแน่นอน
และนั่นก็อาจทำให้แผนการเดินหน้าลดวงเงินที่ใช้ในการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล และหลักทรัพย์ที่ค้ำประกันด้วยหนี้อสังหาริมทรัพย์ หรือคิวอี เดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสิ้นปีนี้อาจต้องเลื่อนออกไป เพราะเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่สามารถเข้าสู่ภาวะการฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง
จึงเป็นความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่ทั่วโลกต้องไม่กะพริบตา







