
ต้องเข้าใจปัญหา
ปฏิเสธไม่ได้ว่าอำนาจรัฐเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนทิศทางและผลักดันนโยบายการแก้ไขปัญหาของประเทศ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นเดียวกันว่า ที่ผ่านมากลไกรัฐเป็นทั้งอุปสรรคและต้นตอของปัญหาเสียเองอีกด้วย
ปฏิเสธไม่ได้ว่าอำนาจรัฐเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนทิศทางและผลักดันนโยบายการแก้ไขปัญหาของประเทศ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นเดียวกันว่า ที่ผ่านมากลไกรัฐเป็นทั้งอุปสรรคและต้นตอของปัญหาเสียเองอีกด้วย
ดังนั้น นโยบายการจัดตั้งกระทรวงทรัพยากรน้ำตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมาได้เห็นชอบให้คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ไปดำเนินการยกร่างกฎหมาย รวบรวมหน่วยงานและนำข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องน้ำมาอยู่ที่เดียวกัน เพื่อบูรณาการการแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในจุดเดียว อาจจะยากต่อความสำเร็จ
ด้วยปัจจุบันเรามี พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมทุกสาธารณภัย ไม่ว่าอัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย ภัยแล้ง โรคระบาด กระทั่งภัยทางอากาศ และการก่อวินาศกรรม
กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้มีคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ หรือ “กปภ.ช.” มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ รมว.มหาดไทย เป็นรองประธานคนที่หนึ่ง ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นรองประธานคนที่สอง และมีหัวหน้าส่วนราชการอื่นระดับปลัดกระทรวงร่วมเป็นกรรมการ
อีกทั้งสามารถแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม สามารถเรียกหน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือภาคเอกชนมาร่วมประชุมชี้แจงหรือให้ข้อมูลก็ได้
จะเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ได้ให้อำนาจจัดการปัญหาสาธารณภัยครอบคลุมครบถ้วน มีการบูรณาการครบวงจร ทั้งการกำหนดนโยบาย การจัดทำแผนปฏิบัติ ซึ่งรวมถึงการแจ้งเตือนภัยและการอพยพผู้ประสบภัย ฯลฯ แต่อำนาจที่ล้นฟ้าก็หาความสำเร็จไม่เจอ
จะด้วยนายกรัฐมนตรีไม่สั่งการ ไม่เข้าใจปัญหา หรือจะด้วยเหตุผลอื่นใด แต่รัฐบาลนี้กลับมีการแต่งตั้งคณะกรรมการอื่นเพิ่มขึ้น เช่น กบอ. สบอช. และท้ายที่สุดก็จะย้อนกลับไปตั้งกระทรวงขึ้นมาใหม่
ประจักษ์ชัดว่า กฎหมายมี บุคลากรมี แต่ศรัทธาและความเชื่อมั่นในการแก้ปัญหาภัยพิบัติกลับมีแต่จะลดลง
ดังนั้น การจัดตั้งกระทรวงขึ้นมาใหม่ จึงอาจจะไม่แตกต่างจากการปฏิรูประบบราชการ เมื่อปี 2545 ที่ไม่สามารถทำให้ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการเป็นไปตามเป้าหมาย
ประเด็นใหญ่จึงน่าจะอยู่ที่ว่า รัฐบาลผู้มีอำนาจบังคับใช้กฎหมาย เข้าใจปัญหา ใส่ใจต่อการแก้ปัญหา และมีความสามารถในการแก้ปัญหานั้นหรือไม่
หากไม่เข้าใจ ตั้งอีกร้อยกระทรวงก็คงไม่สามารถบูรณาการแก้ปัญหาอะไรได้







