
100ปี สดุดีสมเด็จพระสังฆราช
มหามงคลยิ่ง 3 ต.ค. 2556 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเจริญพระชนมายุครบรอบ 100 พรรษา
โดย...ทีมข่าวในประเทศ
มหามงคลยิ่ง 3 ต.ค. 2556 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเจริญพระชนมายุครบรอบ 100 พรรษา
ในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ บำเพ็ญพระราชกุศล ฉลองพระชนมายุ 100 พรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร และในช่วงเย็นจะเสด็จพระราชดำเนินประกอบพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง
สำหรับกิจกรรมเฉลิมฉลอง มีทั้งที่วัดบวรนิเวศวิหารและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 7 ต.ค. โดยที่วัดบวรนิเวศวิหารมีการจัดนิทรรศการ 4 มิติ นำบันทึกส่วนพระองค์และพระนิพนธ์มาจัดแสดง ผู้ที่เข้าชมนิทรรศการจะได้รับการประพรมน้ำพระพุทธมนต์ที่มีการนำหัวเชื้อน้ำพระพุทธมนต์ของทางวัดบวรฯ อายุ 100 ปีมาผสมด้วย
ขณะที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ผู้ที่ลงนามถวายพระพรชั้น 6 ณ ตึกวชิรญาณสามัคคีพยาบาล ในวันนี้ จะได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่เวลา 16.00-18.00 น.
ข้อมูลจากหนังสือ 99 คำถามเกี่ยวกับสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งสำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราชได้จัดทำขึ้น เพื่อเทิดพระเกียรติเมื่อครั้งฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา อธิบายถึงอาการประชวรของท่านว่า สมเด็จพระสังฆราชประชวรโดยโรคชราภาพตามพระอายุขัย ซึ่งแทรกซ้อนตามมาด้วยเบาหวาน ไต ท่านเข้าประทับรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่เมื่อปี 2543 ปัจจุบันนี้มีพระอาการเป็นปกติตามพระอัตภาพ
ในการประทับรักษาพระองค์ในระยะแรกได้เสด็จกลับมาวัดเป็นครั้งคราว แต่ระยะหลังนี้ไม่สามารถเสด็จออกจากโรงพยาบาลได้ เนื่องจากคณะแพทย์เห็นว่าต้องได้รับการรักษาพระองค์อย่างใกล้ชิด ปัจจุบันไม่สามารถสนทนาได้เพราะเจาะพระศอ พุทธศาสนิกชนที่ประสงค์เข้าเฝ้าสามารถทำได้แต่ต้องติดตามข้อมูลข่าวสารที่โรงพยาบาลอนุญาต
สมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบันเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อปี 2532 มีพระนามเดิมว่า เจริญ คชวัตร ประสูติเมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2456 เป็นชาว จ.กาญจนบุรี
เมื่อพระชันษาได้ 8 ปี ทรงเข้าเรียนที่โรงเรียนประชาบาล วัดเทวสังฆาราม จนจบชั้นประถม 5 (เทียบเท่าชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 2 ในปัจจุบัน) กระทั่งพระชันษา 14 ปี ได้ทรงบรรพชาเป็นสามเณรเพื่อแก้บนเรื่องสุขภาพในปี 2469 ที่วัดเทวสังฆาราม
ภายหลังบรรพชาทรงย้ายไปศึกษาพระธรรมวินัยที่วัดเสน่หา จ.นครปฐม จนพระอุปัชฌาย์ได้นำพระองค์ขึ้นเฝ้าถวายตัวต่อสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร (ต่อมาคือสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์) กระทั่งพระชันษาครบอุปสมบทจึงทรงเดินทางกลับไปอุปสมบทที่วัดเทวสังฆารามเมื่อปี 2476 และได้เดินทางเข้ามาจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร
ปี 2484 พระองค์สอบได้เปรียญธรรม 9 ทรงเริ่มงานอันเกี่ยวเนื่องกับคณะสงฆ์อีกมากมาย หนึ่งในนั้นคือการจัดตั้งมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยในปี 2488 และพระองค์ได้รับเลือกจากสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ให้เป็นพระอภิบาลของพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในระหว่างที่ผนวชเป็นพระภิกษุ เมื่อปี 2499
ปี 2531 ภายหลังสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) สิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชในราชทินนามเดิม คือสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งนับเป็นสมเด็จพระญาณสังวรสังฆราชพระองค์แรกของประเทศไทยที่ใช้พระราชทินนามเดิม
“แม้เป็นเรื่องจริง หากไม่ถึงเวลาที่ควรติหรือชม ก็อย่าไปติหรือชม นิ่งเสียดีกว่า”
“ผู้ที่ตายด้วยโรคภัยทางกาย ดีกว่าผู้ที่ตายแล้วในทางชื่อเสียงและคุณงามความดีด้วยโรคภัยทางใจ คือกิเลส”
“การรักษาเกียรติเป็นการรักษาธรรมอย่างหนึ่ง จะก้าวหน้าหรือถอยหลังด้วยเกียรติ หรือเพื่อรักษาเกียรติ ก็เป็นสิ่งที่พึงสรรเสริญเท่ากัน”
เหล่านี้คือคำสอนของสมเด็จพระสังฆราช







