
มรสุมรุมถล่มเอสเอ็มอีไทย
ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยเจอสารพัดปัญหาที่สาหัสที่สุดในการทำธุรกิจ
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยเจอสารพัดปัญหาที่สาหัสที่สุดในการทำธุรกิจ
มรสุมลูกแรกมาจากมหาอุทกภัยถล่มไทยเมื่อปี 2554 ยังเป็นฝันร้ายของผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่เจอน้ำท่วมโรงงานจนผลิตสินค้าไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องปิดตัวลง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่ผลิตพลาสติก โฟม เป็นต้น
สำหรับเอสเอ็มอีที่พอจะไปต่อไหว ก็กัดฟันเดินหน้าต่อไป ท่ามกลางสารพัดปัญหาธุรกิจที่รุมเร้าทั้งการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต การหาเงินทุนหมุนเวียนรอบใหม่เข้ามาใช้
มรสุมลูกที่สอง มาจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2555 ที่ทำให้ต้นทุนการผลิตพุ่งพรวดขึ้นมาอีก 5-10%
มรสุมลูกที่สาม มาจากผลกระทบของเศรษฐกิจไม่ดี กำลังซื้อหดหาย ทำให้การผลิตลดลง เพราะการส่งออกและตลาดในประเทศหดตัว
แค่เพียงสามระลอกของพายุ เอสเอ็มอีไทยก็แทบจะถอดใจในการทำธุรกิจกันแล้ว แต่ขณะนี้กำลังจะเจอมรสุมลูกใหม่อีก เป็นการเผชิญหน้ากับน้ำท่วมอีกครั้ง
กระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในขณะนี้รวม 50 รายในพื้นที่ 7 จังหวัด และมีแนวโน้มที่จะขยับสูงขึ้นอีก หากกระแสน้ำยังคงไหลบ่าเข้าท่วมเขตธุรกิจในหลายๆ จังหวัด
คงไม่ต้องบอกก็รู้ว่า งานนี้เอสเอ็มอีส่วนใหญ่ต้องตกอยู่ในสภาวะ “ลมหายใจรวยริน”
ปัญหาของเอสเอ็มอีนั้น เป็นปัญหาที่สะสมต่อเนื่องมา ช่วงที่เอสเอ็มอีที่เจอมหาอุทกภัย รัฐบาลก็มีมาตรการช่วยเหลือด้วยการอนุมัติเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) 2.1 แสนล้านบาท เพื่อให้สถาบันการเงินนำไปให้กู้ดอกเบี้ยต่ำช่วยเหลือประชาชนและเอสเอ็มอี โดยเอสเอ็มอีนั้นจะขอกู้ได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อราย แม้จะกำหนดระยะเวลารับคำขอภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2556 แต่เงินจำนวนนี้ก็ถูกจัดสรรหมดไปในเวลาอันรวดเร็ว
ส่วนเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเมื่อปี 2555 นั้น คณะรัฐมนตรีอนุมัติมาตรการช่วยเหลือ คือ ให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) หรือ ธพว. จัดสินเชื่อเพื่อพัฒนาเอสเอ็มอี 2 หมื่นล้านบาท
ให้เอสเอ็มอีนำส่วนต่างค่าจ้างเดิมและค่าจ้างใหม่มาหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า
และยกเว้นภาษีเงินได้จากการขายเครื่องจักรเก่าเพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่ และให้สามารถหักค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรใหม่ได้ 100% ในปีแรกแทนที่จะทยอยหักค่าเสื่อมภายใน 5 ปี
แต่ละมาตรการที่รัฐบาลออกมาช่วยเอสเอ็มอี พบว่ามาตรการเหล่านี้ไม่ต่างกับการให้เอสเอ็มอีแบกรับต้นทุนไปก่อนเป็นปีๆ แล้วค่อยมาขอคืนภาษีทีหลัง หรือเรียกได้ว่า “จ่ายก่อนขอคืนทีหลัง” ตรงนี้จึงแทบไม่ช่วยบรรเทาสถานการณ์เฉพาะหน้าให้กับเอสเอ็มอีเลย เป็นที่รู้กันว่าเอสเอ็มอี “สายป่านไม่ยาว” ทุนรอนส่วนใหญ่ที่จ่ายไปก่อนล้วนมาจากเงินกู้ที่ล้วนมีต้นทุนทั้งสิ้น
เมื่อเอสเอ็มอีฟื้นกิจการจากน้ำท่วมขึ้นมาได้ ก็เจอภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวซ้ำเข้าไปอีก วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) อยู่ระหว่างสำรวจข้อมูลผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่า 2 ล้านรายทั่วประเทศ ถึงผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัวลงจากการบริโภคลดลง ผลจากการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ค่าก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และค่าทางด่วน เพราะกระทบต้นทุนการผลิตของเอสเอ็มอีที่ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจภายในครอบครัว
เบื้องต้น สสว.จะจัดสรรวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านธนาคารพาณิชย์รวม 7 แห่ง วงเงิน 400 ล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับเอสเอ็มอีสามารถกู้ได้ต่อราย 1 ล้านบาท โดย สสว.จะชดเชยดอกเบี้ยให้ 3% นอกจากนี้จะมีโครงการให้ความช่วยเหลือเงินกู้เพื่อซื้อเครื่องจักรอีกจำนวนหนึ่งด้วย
อย่างไรก็ดี ความช่วยเหลือชุดนี้เป็นเรื่องที่ยังมาไม่ถึง เพราะทาง สสว.พิจารณามาแล้วก็จะต้องนำเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาอนุมัติอีกครั้ง ก่อนจะนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติและมีผลบังคับใช้ ซึ่งคาดว่าความช่วยเหลือชุดนี้จะถูกนำมาพิจารณารวดเร็วขึ้น เพราะสถานการณ์น้ำท่วมเร่งรัดให้ต้องดำเนินการช่วยเอสเอ็มอีอย่างรวดเร็ว
แต่คำถามก็มีตามมาว่า ความช่วยเหลือเพียงเท่านี้เพียงพอที่จะช่วยเอสเอ็มอีได้เท่าไหร่กัน และกว่ามาตรการจะออกฤทธิ์คงจะมีเอสเอ็มอีล้มหายตายจากไปอีกมากมาย รัฐบาลมีหน้าที่ส่งกำลังสนับสนุนให้ “ถูกจุด” เข้าในหัวใจของการอยู่รอดของธุรกิจ และผลักดันมาตรการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมออกมาให้ได้
ดังนั้น ชัดเจนว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีล้วนต้องพึ่งพาตัวเองเพื่อความอยู่รอด แน่นอนว่าใครสายป่านสั้นคงจะมีความทนทานต่อพิษเศรษฐกิจได้น้อยกว่า
สิ่งที่เอสเอ็มอีต้องการไม่ใช่เพียงสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการส่งผู้เชี่ยวชาญรายสาขาอุตสาหกรรมที่จะมาแนะนำวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เครื่องจักรสูงสุดและการลดต้นทุน ซึ่งรัฐบาลแทบไม่ให้ความสนใจเลยก็ว่าได้
และก็น่าแปลกใจที่รัฐบาลกำลังมุมานะที่จะลงทุนโครงการขนาดใหญ่ด้วยการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทมาลงทุน แต่กลับไม่ได้หันไปสนใจธุรกิจเอสเอ็มอีแม้แต่น้อย
สถานการณ์น้ำท่วมในขณะนี้ จะทำให้รัฐบาลหันกลับมาเหลียวแลเอสเอ็มอีอีกครั้ง แต่ก็คาดหวังไม่ได้ว่าจะมีมาตรการอะไรใหม่ๆ ออกมาช่วยเหลือเป็นรูปธรรม เพราะในที่สุดแล้วโครงการขนาดใหญ่ยังเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญมากกว่าอยู่ดี







