
สังคมวัยชรา
ขึ้นหัวข้อไว้เช่นนี้ อาจจะทำให้เข้าใจผิดได้เหมือนกัน แต่ผู้เขียนยังหาวลีสั้นๆ ที่แทนคำว่า Aging Society ไม่ได้ ก็เลยขอให้คำนี้ไปก่อน อีกสักพักก็คงมีการบัญญัติศัพท์ที่กะทัดรัดขึ้นมาเป็นภาษาไทย เพราะไทยเราก็เริ่มก้าวเข้าสู่ Aging Society แล้ว ซึ่งที่จริงบางท่านก็มีการเรียกกันแล้วว่า “สังคมผู้สูงวัย” บางท่านยังบอกอีกว่าประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงวัยแล้ว หากดูคำจำกัดความของสังคมผู้สูงวัยที่ นพ.พินิจ กุลละวณิชย์ ได้ให้ไว้ หรือที่จริงก็น่าจะเป็นคำจำกัดความสากล
ขึ้นหัวข้อไว้เช่นนี้ อาจจะทำให้เข้าใจผิดได้เหมือนกัน แต่ผู้เขียนยังหาวลีสั้นๆ ที่แทนคำว่า Aging Society ไม่ได้ ก็เลยขอให้คำนี้ไปก่อน อีกสักพักก็คงมีการบัญญัติศัพท์ที่กะทัดรัดขึ้นมาเป็นภาษาไทย เพราะไทยเราก็เริ่มก้าวเข้าสู่ Aging Society แล้ว ซึ่งที่จริงบางท่านก็มีการเรียกกันแล้วว่า “สังคมผู้สูงวัย” บางท่านยังบอกอีกว่าประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงวัยแล้ว หากดูคำจำกัดความของสังคมผู้สูงวัยที่ นพ.พินิจ กุลละวณิชย์ ได้ให้ไว้ หรือที่จริงก็น่าจะเป็นคำจำกัดความสากล
สังคมผู้สูงวัย คือ การที่ประชากรในประเทศมีผู้สูงวัยเกิน 10% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งในประเทศไทยผู้สูงวัยคือ ผู้ที่อายุเกิน 60 ปี ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ผู้สูงวัยคือผู้ที่อายุเกิน 65 ปี ตรงนี้ที่ผู้เขียนว่ามันยังไงๆ อยู่ เพราะถ้าดูความมีอายุยืนของประชาชนคนไทยที่ในปัจจุบันได้ขยายตัวออกไป (Life Expansion) ก็ยังไม่น่าจะคิดว่าอายุ 60 ปีเป็นผู้สูงวัย แต่ก็นั่นแหละ เมื่อข้อมูลทั้งหลายยังเก็บกันอยู่บนฐานของ 60 ปีเป็นผู้สูงวัย ก็คงต้องถือ 60 ปีเป็นเกณฑ์ไปก่อน อีกประการหนึ่ง การที่คนไทยอายุยืนมากขึ้น (Life Expansion ยาวขึ้น) ขณะที่อัตราการเกิดเพิ่มขึ้นอย่างคงที่ ก็แน่นอนว่าผู้สูงวัยหรือคนชราจะมีมากขึ้น เมื่อเทียบกับคนวัยทำงาน ถึงแม้ว่าปัจจุบันยังมีคนในวัย 60–70 ปี ทำงานอยู่ก็ตาม
ที่จริงต้องขอบคุณ คุณมีชัย วีระไวทยะ ที่ทำการรณรงค์ให้การคุมกำเนิดได้ผลอย่างมาก นับตั้งแต่ปี 2513 ที่ประเทศไทยได้ประกาศใช้นโยบายการวางแผนครอบครัวโดยระบบสมัครใจเพื่อชะลอการเกิด ก็สามารถลดอัตราการเกิดลงมาได้อย่างมาก เรียกว่าต่ำกว่าระดับทดแทน ถ้าผู้เขียนจำไม่ผิดอัตราการเกิดก็น่าจะประมาณ 2% หรือถ้าครอบครัวที่เคยมีลูก 6 คนโดยเฉลี่ย ก็จะเหลือเพียง 1.5 คนโดยเฉลี่ย สภาพที่เกิดขึ้นก็จะคล้ายกับสังคมประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศ ที่ใกล้ๆ ตัวเห็นอยู่ก็เช่นญี่ปุ่น ซึ่งคนชราจะต้องอยู่ด้วยตัวเองมากขึ้น รัฐบาลจะต้องเสียงบประมาณในการเลี้ยงดูคนชรามากขึ้น ขณะที่คนในวัยทำงาน ซึ่งเป็นผู้เสียภาษีแก่รัฐบาล ทำให้รัฐบาลมีรายได้ไปเลี้ยงคนชรากลับลดลง ดังนั้นหนุ่มสาวในวัยทำงานก็จะต้องแบกรับภาระในเรื่องนี้มากขึ้น นี่ยังไม่ต้องพูดถึงสังคมแบบไทยๆ ที่คนชราจะอยู่กับลูกกับหลาน และตกเป็นภาระเลี้ยงดูของลูกหรือหลานมากขึ้น
ถ้าหากว่าดูจากตารางของ นพ.พินิจ กุลละวณิชย์ ที่ผู้เขียนเคยฟังการบรรยาย จะเห็นว่าใน พ.ศ. 2513 จำนวนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มีประมาณ 1.6 ล้านคน ขณะที่ประชากรอายุ 0–14 ปี และอายุ 15–59 ปี มี 15.5 ล้านคน และ 17.2 ล้านคน ตามลำดับ ดัชนีการสูงอายุเพียง 10.8 ซึ่ง 10 ปีหลังจากนั้น จำนวนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มเป็น 4 ล้านคน ประชากรอายุ 0–14 ปี และ 15–59 ปี มี 15.9 ล้านคน และ 34.5 ล้านคน ตามลำดับ ดัชนีการสูงอายุเป็น 25.2 ในปี พ.ศ. 2553 คือเมื่อ 3 ปีที่แล้ว จำนวนประชากรอายุ 014 ปี มี 13.2 ล้านคน และจำนวนประชากรอายุ 15–59 ปี มี 42.9 ล้านคน ขณะที่จำนวนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มเป็น 7.5 ล้านคน ดัชนีการสูงอายุเป็น 57.0 และถ้าดูต่อไปเรื่อยๆ ถึงอีก 7 ปีข้างหน้า คือ ปี พ.ศ. 2563 ดัชนีผู้สูงอายุจะเป็น 106.4 เนื่องจากจำนวนประชากรอายุ 0–14 ปี จะลดลงเป็น 11.1 ล้านคน จำนวนประชากรอายุ 15–59 ปี มีเพียง 45 ล้านคน ขณะที่ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มีถึง 11.9 ล้านคน (ตามตาราง 1)
จากตารางจะเห็นได้ชัดเจนขึ้นว่า ประชากรที่อายุ 0–14 ปีนั้น เพิ่มขึ้นน้อยมากแล้วก็กลับลดลงด้วยซ้ำ ขณะที่ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป กลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ดัชนีผู้สูงอายุหมายถึงอัตราส่วนของจำนวนประชากรสูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ต่อประชากรวัยเด็ก (อายุต่ำกว่า 15 ปี) 100 คน ซึ่งจะทำให้เห็นอัตราส่วนการพึ่งพิงของวัยสูงอายุที่เพิ่มขึ้น ตรงข้ามกับอัตราส่วนเกื้อหนุนของวัยทำงานต่อประชากรสูงอายุว่าลดลง (ตามตาราง 2)
สำหรับอัตราส่วนการพึ่งพิงของผู้สูงอายุหมายถึง จำนวนประชากรผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) เทียบกับผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน (อายุ 15–59 ปี) และอัตราส่วนเกื้อหนุนของวัยทำงานต่อผู้สูงอายุ หมายถึงจำนวนคนในวัยทำงาน (อายุ 15–59 ปี) เทียบกับจำนวนผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ซึ่งจะเห็นได้ว่าอัตราส่วนการพึ่งพาของผู้สูงอายุนั้น เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นลำดับจาก 10.7% ในปี พ.ศ. 2537 เป็น 18.1% ในปี พ.ศ. 2554 ขณะเดียวกันอัตราส่วนเกื้อหนุนของวัยทำงานกลับลดลงจาก 9.3% ในปี พ.ศ. 2537 เป็น 5.5% ในปี พ.ศ. 2554
ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้น และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต่อรัฐบาล และภาระทางสังคมที่จะตามมา หากไม่รีบแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นภาระด้านสุขภาพอนามัยที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ภาระทางเศรษฐกิจของประเทศ และอื่นๆ หากไม่เตรียมตั้งหลัก แก้ไขเสียแต่เนิ่นๆ ก็จะเหมือนกรณีการศึกษาของไทยที่พอเปิดออกมาประเทศไทยก็ตกไปอยู่อันดับเกือบท้ายสุดของอาเซียน







