
เศรษฐกิจไทยไม่กระทบเงินบาทแกว่งแถว 30-31
เศรษฐกิจสหรัฐที่คาดว่าจะเสียหายสูงถึงวันละเกือบ 1 หมื่นล้านบาท ภายหลังจากร่างงบประมาณปี 2557 ไม่ผ่านสภา จนนำไปสู่การปิดหน่วยงานกลางของรัฐ หรือชัตดาวน์ นั้น น่าจะเป็นสถานการณ์ชั่วคราวและจะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทย โดยตลาดให้ความสำคัญกับเรื่องการขยายเพดานหนี้สาธารณะในวันที่ 17 ต.ค.นี้มากกว่า เพราะอาจจะนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้และอันดับเครดิตของสหรัฐได้
เศรษฐกิจสหรัฐที่คาดว่าจะเสียหายสูงถึงวันละเกือบ 1 หมื่นล้านบาท ภายหลังจากร่างงบประมาณปี 2557 ไม่ผ่านสภา จนนำไปสู่การปิดหน่วยงานกลางของรัฐ หรือชัตดาวน์ นั้น น่าจะเป็นสถานการณ์ชั่วคราวและจะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทย โดยตลาดให้ความสำคัญกับเรื่องการขยายเพดานหนี้สาธารณะในวันที่ 17 ต.ค.นี้มากกว่า เพราะอาจจะนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้และอันดับเครดิตของสหรัฐได้
กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ภาวะสุญญากาศจากการชัตดาวน์ไม่น่าจะกินเวลาหลายสัปดาห์ เนื่องจากแรงกดดันที่มีต่อสภาคองเกรสและประธานาธิบดีสหรัฐจากความเดือดร้อนของลูกจ้างและราชการ รวมทั้งเส้นตายการลงมติอนุมัติการขยายเพดานหนี้ เพื่อป้องกันการผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลสหรัฐ จะทำให้ทุกฝ่ายหาข้อสรุปได้ในไม่ช้า
“การปิดหน่วยงานราชการไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับสหรัฐ ในอดีตเคยเกิดขึ้นมาแล้ว 17 ครั้ง ซึ่งมีตั้งแต่กินระยะเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงไปจนนานสุด 21 วัน เหตุการณ์นี้จึงไม่น่าจะกระทบตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจไทยมากนัก โดยศูนย์วิจัยฯ ยังคงกรอบคาดการณ์การเติบโตปีนี้ไว้ที่ 3.54% ขณะที่ภาพรวมการส่งออกอาจขยายตัวราว 0.53%” กาญจนา กล่าว
อย่างไรก็ดี ในกรณีเลวร้ายที่ช่วงเวลาการหยุดชะงักด้านงบประมาณกินเวลานานหลายสัปดาห์นั้น มีการคาดการณ์ว่าอาจฉุดรั้งอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงไตรมาส 4 ลงจากคาดการณ์เดิมมากถึง 1.4% ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงด้านการคลังที่กำลังจะต้องเผชิญกับโจทย์เพดานหนี้ในช่วงเส้นตายวันที่ 17 ต.ค.นี้ ซึ่งอาจจะนำไปสู่ความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญมากกว่า
“การชัตดาวน์เป็นเหมือนการเปิดเกมงัดข้อทางการเมืองของสหรัฐ ซึ่งประเด็นสำคัญกว่าที่ต้องจับตาดูจากนี้คือระดับหนี้สาธารณะที่ชนเพดาน 16.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐไปแล้ว และเหลือเงินอีกเพียง 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าเจรจาขยายเพดานไม่ได้ ก็จะเหมือนถูกตัดแขนตัดขา เชื่อมไปสู่ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้และอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะก่อให้เกิดความปั่นป่วนไปยังตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลก” กาญจนา กล่าว
ธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การชัตดาวน์อาจก่อให้เกิดความผันผวนของค่าเงินสกุลเอเชียรวมทั้งค่าเงินบาทในระยะสั้น เนื่องจากตลาดยังจับตาว่าจะยืดเยื้อหรือไม่ รวมถึงผลเจรจาขยายเพดานหนี้ในวันที่ 17 ต.ค.นี้ ดังนั้นค่าเงินบาทมีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 30.75-31.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จึงอยากแนะนำ ให้ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับการป้องกันความเสี่ยง
“เงินบาทในช่วงนี้ยังมีโอกาสไปได้ทั้งสองทิศทาง และหากชัตดาวน์ยืดเยื้อก็จะส่งผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐ ทำให้มาตรการคิวอีอาจยังต้องยาวออกไป ทำให้เราเริ่มเห็นผู้นำเข้าส่งออกเริ่มใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงเพิ่มขึ้นราว 1520%” ธิติ กล่าว
ด้านฝ่ายวิจัยธนาคารไทยพาณิชย์ วิเคราะห์ว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศไทยจะค่อนข้างจำกัด คาดว่าการชัตดาวน์จะคลี่คลายก่อนการชนเพดานของหนี้สหรัฐในช่วงกลางเดือน ต.ค.นี้
นอกจากนั้น การส่งออกของไทยจะแทบไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากสินค้าหลักของไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐอยู่ในกลุ่มสินค้าคงทน เช่น อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า การปิดทำการเพียงชั่วคราวไม่น่าจะกระทบต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในการซื้อสินค้า
ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนในการเจรจาเรื่องงบประมาณและเพดานหนี้เพิ่มความเป็นไปได้ให้ธนาคารกลางสหรัฐตัดสินใจเลื่อนการปรับลดขนาดมาตรการคิวอีไปจนถึงช่วงต้นปี 2557
การชัตดาวน์ที่เกิดขึ้นและตลาดคาดว่าเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราวส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นและค่าเงินเอเชีย ทำให้เงินบาทปิดตลาดที่ 31.13-31.14 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่เป็นปัจจัยลบต่อทองคำ ส่งผลให้ราคารูดลงแรงต่ำกว่า1,300 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์แล้ว







