
อันดับเครดิตประเทศ แขวนอยู่บนเส้นด้าย
เทศกาลทบทวนอันดับเครดิตประเทศของบริษัทจัดอันดับเครดิตชั้นนำของโลก อย่างบริษัท มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
เทศกาลทบทวนอันดับเครดิตประเทศของบริษัทจัดอันดับเครดิตชั้นนำของโลก อย่างบริษัท มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) และบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ จะเริ่มขึ้นในอีกไม่นานมานี้
สัญญาณที่ส่งออกมาจากบริษัทจัดอันดับเครดิตเหล่านี้ ดูแล้วไม่เป็นบวกต่อประเทศไทยแต่อย่างใด และเสี่ยงจะถูกลดอันดับเครดิตประเทศ หรืออย่างดีที่สุดก็คือการคงอันดับเครดิตไว้ในระดับเดิม คือ BBB
แอนดรูว์ โคลฮูน หัวหน้ากลุ่มจัดอันดับเครดิตประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ กล่าวที่ประเทศไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า แนวโน้มความแข็งแกร่งของประเทศของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงไทยเริ่มปรับลดลงจากที่เคยมีอันดับเครดิตของประเทศที่มีความแข็งแกร่งตั้งแต่ปี 2540
เหตุผลที่ฟิทช์มองเช่นนี้ก็เพราะหลังจากวิกฤตต้มยำกุ้งเป็นต้นมา การลอยตัวค่าเงินบาทแบบมีการบริหารจัดการและการปฏิรูปการกำกับดูแลสถาบันการเงิน ทำให้การส่งออกขยายตัวสูง ส่งผลให้ทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น ภาระหนี้ต่างประเทศลดลง ฐานะการคลังของประเทศดีขึ้นมา
ปัจจัยดังกล่าวเป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และความแข็งแกร่งนี้จะต้องอยู่บนความน่าเชื่อถือและความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจทางด้านมหภาคเป็นหลัก
แต่ในขณะนี้สถานการณ์เศรษฐกิจกลับด้านกัน โดยฟิทช์มองว่าการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่ลดลง อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ และการขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้น อัตราส่วนหนี้สินภาคเอกชนที่สูงขึ้น ส่งผลให้ไทยมีความเสี่ยงมากขึ้นเมื่อเทียบประเทศเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
แต่ไม่ได้แย่ลงไปเทียบชั้นอินเดียหรืออินโดนีเซียที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจหนักกว่า
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2555 บริษัทจัดอันดับเครดิตทั้งหลายได้เคยเข้าพบเพื่อขอข้อมูลกระทรวงการคลัง และสรุปว่ายังไม่ปรับอันดับเครดิตให้ไทย เนื่องจากยังไม่มั่นใจในนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลและปัญหาการเมืองของไทยที่ยังมีความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในประเทศ
ซึ่งทางกระทรวงการคลังได้ชี้แจงว่า ไทยจะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยการออกกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนระบบขนส่งภายใน 7 ปี และระบบจัดการน้ำครั้งใหญ่ ลงทุน 3.5 แสนล้านบาท จะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้กระทรวงการคลังได้กำหนดให้หนี้สาธารณะไม่เกิน 50% ของจีดีพี เพื่อรักษาวินัยการคลังของประเทศ
แต่เวลาผ่านมา 1 ปี ก็ไม่มีอะไรชัดเจน แม้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจไม่เปลี่ยนแปลง แต่ผลที่เป็นรูปธรรมยังไม่เกิด การลงทุนในระบบน้ำที่ออกพระราชกำหนดกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ก็ยังไม่มีการลงทุนจริง มีการใช้เงินกู้ไปไม่ถึง 5 หมื่นล้านบาท
ส่วน พ.ร.บ.กู้เงินลงทุน 2 ล้านล้านบาท ก็อยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา และทางพรรคฝ่ายค้านก็ยืนยันแล้วว่าหากกฎหมายนี้ผ่านวุฒิสภาวาระ 3 ก็จะยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกฎหมาย เท่ากับกฎหมายยังมีผลบังคับใช้ไม่ได้
ต้นเหตุของความไม่คืบหน้าต่างๆ มาจากปัญหาการเมืองทั้งสิ้น ความขัดแย้งภายในประเทศดูไปแล้วยังไม่มีแนวโน้มจะคลี่คลาย แถมทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจแย่ลงไปอีก
แม้กระทั่งงบประมาณปี 2557 ที่จะต้องเริ่มใช้ในเดือน ต.ค.นี้ ก็ยังไม่สามารถเดินหน้าได้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญรับตีความตามที่ฝ่ายค้านยื่น
นอกจากการลงทุนจากภาครัฐไม่เกิดขึ้นแล้ว การดำเนินนโยบายของรัฐบาลก็สร้างปัญหาในตัวเองด้วย โดยการสร้างภาระการคลังอย่างหนักหน่วงด้วยโครงการประชานิยมทั้งหลาย เช่น โครงการรับจำนำข้าวในราคาเกวียนละ 1.5 หมื่นบาท ซึ่งใช้เงินไปตลอด 2 ปีแล้ว ประมาณ 5 แสนล้านบาท ส่วนผลการขาดทุนนั้นอาจจะขาดทุนมากกว่า 1.8 แสนล้านบาท ที่คณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวได้ทำไว้เมื่อต้นปี
แม้ตัวเลขการขาดทุนนี้ทางฝ่ายรัฐบาลจะถกเถียงว่าไม่เป็นความจริง เพราะยังขายข้าวไม่หมดจะปิดบัญชีไม่ได้ แต่หากพิจารณาด้วยตรรกะของการบริหาร ตัวเลขก็ไม่น่าจะผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงมากนัก
เรื่องจำนำข้าวกลายเป็นประเด็นใหญ่โต เมื่อมูดี้ส์ขอข้อมูลการขาดทุนจำนำข้าว แต่ไม่มีหน่วยงานรัฐแห่งใดยืนยัน ทำให้มูดี้ส์คลางแคลงใจว่าจะมีการซ่อนตัวเลขการขาดทุนที่แท้จริง ซึ่งเป็นภาระการคลัง แต่จนถึงขณะนี้ตัวเลขการขาดทุนจากโครงการจำนำข้าวยังเป็นความลับดำมืด
รัฐบาลยังได้ดำเนินโครงการกระตุ้นการบริโภคในประเทศผ่านโครงการรถยนต์คันแรกด้วยการคืนภาษีสรรพสามิตรถยนต์สูงสุด 1 แสนบาท ทำให้มีประชาชนขอใช้สิทธิคืนภาษีรถยนต์ 1.2 ล้านคัน โครงการนี้ได้สร้างให้หนี้ครัวเรือนให้เพิ่มขึ้นจนทำให้การบริโภคในประเทศหดตัวลง
มาร์ค ยัง หัวหน้าฝ่ายจัดอันดับเครดิตสถาบันการเงินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ฟิทช์ เรทติ้งส์ ระบุว่า ไทยมีหนึ่งปัจจัยที่ท้าทายการเติบโตของสินเชื่อภาคครัวเรือนนับจากปี 2553 เป็นต้นมา คือสินเชื่อรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากนโยบายรถยนต์คันแรกของรัฐบาล หากสภาพเศรษฐกิจของประเทศมีแนวโน้มอ่อนแอลง อาจมีผลกระทบต่อหนี้เสียเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งเกิดจากฐานลูกค้ากลุ่มที่มีรายได้ต่ำ
การตัดสินใจที่จะลงทุนโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงของรัฐบาลจะดันให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่อยู่ที่ระดับ 44% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และจะมีการนำเข้าอุปกรณ์เครื่องจักรอีกมหาศาล เสี่ยงต่อดุลบัญชีเดินสะพัดที่อาจจะขาดดุลในอนาคต
สารพัดปัจจัยลบจากภายนอก ทั้งเศรษฐกิจประเทศคู่ค้ายังไม่ฟื้นตัวดี การเตรียมเลิกมาตรการการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ของสหรัฐอเมริกา และปัจจัยในประเทศคือ ความขัดแย้งทางการเมืองที่จะเป็นอุปสรรคให้การใช้จ่ายภาครัฐไม่สามารถเดินหน้าได้โดยสะดวก ล้วนแต่มีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจทั้งสิ้น
หากไทยยังผ่าทางตันปัญหาการเมืองไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าเศรษฐกิจจะสดใสไปได้ แถมอันดับเครดิตประเทศอาจจะถูกลากให้ตกต่ำลงไปด้วย







