
เผือกร้อนในมือ"ปู"
การเมืองนับจากนี้เป็นต้นไปต้องจับตาไปที่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นพิเศษ
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
การเมืองนับจากนี้เป็นต้นไปต้องจับตาไปที่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นพิเศษ เพราะการตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดภายหลังรัฐสภาลงมติเห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ สว.ด้วยคะแนน 358 เสียง จะมีผลอย่างยิ่งต่อบรรยากาศทางการเมืองในอนาคต
“ยิ่งลักษณ์” มักพยายามชี้แจงต่อสาธารณะผ่านสื่อมวลชนว่า “การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของสภา” เพื่อเป็นการดึงตัวเองออกจากปมความขัดแย้ง แต่ในทางปฏิบัติต้องยอมรับว่านายกฯ ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพียงแต่ต่างกรรมต่างวาระเท่านั้น
เริ่มตั้งแต่การลงมติรับหลักการกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับ เมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา มาจนถึงการลงมติให้ความเห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ สว.แบบสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 28 ก.ย. และล่าสุดกำลังจะเข้าไปมีส่วนต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้ง
เนื่องจากมีสถานะเป็นผู้ที่ต้องดำเนินการให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภามีผลบังคับใช้
กล่าวคือ รัฐธรรมนูญมาตรา 291 บัญญัติให้นำมาตรา 150 และ 151 ที่ระบุถึงกระบวนการทำให้ร่างพระราชบัญญัติมีผลบังคับใช้หลังจากผ่านรัฐสภามาใช้กับการให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้โดยอนุโลม ซึ่งมีขั้นตอนถึงสองขยักด้วยกัน
ขยักที่ 1 ให้นายกฯ นำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายใน 20 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัติจากรัฐสภาเพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย
ขยักที่ 2 ร่างพระราชบัญญัติใด ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา หรือเมื่อพ้น 90 วัน แล้วมิได้พระราชทานคืนมา รัฐสภาจะต้องปรึกษาร่างพระราชบัญญัตินั้นใหม่ ถ้ารัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาแล้ว ให้นายกฯ นำร่างแก้ไขร่างพระราชบัญญัติขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายอีกครั้งหนึ่ง
“เมื่อพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายใน 30 วัน ให้นายกฯ นำร่างพระราชบัญญัติประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมายได้เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว” (มาตรา 151)
ขั้นตอนตรงนี้เองที่ได้นำความยากลำบากมาให้กับยิ่งลักษณ์แบบเต็มๆ ซึ่ง “คำนูณ สิทธิสมาน” สว.สรรหา ใช้คำว่า “Killing Zone”
ทั้งนี้ อย่าลืมว่าศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งรับคำร้องของกลุ่ม 40 สว. และพรรคประชาธิปัตย์ ที่ขอให้ศาลสั่งระงับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ สว.เอาไว้ โดยหากนายกฯ ยืนยันจะใช้อำนาจของตัวเองตามรัฐธรรมนูญดังกล่าวเพื่อให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้อาจจะนำมาซึ่งปัญหาที่มีความละเอียดอ่อนได้
โดยปัญหาละเอียดอ่อนที่ว่านั้นเคยเกิดขึ้นมาแล้วแม้จะไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่พอนำมาเป็นกรณีศึกษาได้
เมื่อปี 2549 ราชเลขาธิการได้มีหนังสือลับมากที่ รล. 0009.2/1752 ลงวันที่ 27 ม.ค. 2549 ถึง “สุชน ชาลีเครือ” ประธานวุฒิสภาในเวลานั้นให้ทบทวนกระบวนการเลือกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
รัฐธรรมนูญ 2540 กำหนดให้คณะกรรมการสรรหาต้องเสนอชื่อบุคคลที่สมควรได้รับเป็นเลือกเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. จำนวน 18 คน เพื่อให้วุฒิสภาลงมติคัดเลือกในขั้นตอนสุดท้ายให้เหลือ 9 คน
ปรากฏว่า “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” อดีต ผบ.ทบ. หนึ่งในผู้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการสรรหาได้ขอถอนตัว เท่ากับเหลือรายชื่อเพียง 17 คน แต่วุฒิสภายังเดินหน้าลงมติคัดเลือกต่อไปและนำชื่อบุคคลที่วุฒิสภาเลือกเหลือ 9 คน ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายก่อนถูกตีกลับจากราชเลขาธิการในเวลาต่อมา
เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้กลายเป็นเครื่องเตือนใจของรัฐสภามาตลอดว่าอย่าดำเนินกระบวนการนิติบัญญัติให้เกิดความผิดพลาดอีก จึงได้เกิดคำเตือนจากหลายฝ่ายว่านายกรัฐมนตรียังไม่ควรเร่งรัดให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา สว.ที่ผ่านรัฐสภา แต่กำลังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยจากศาล
ทว่า ในมุมของรัฐบาลดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยสนใจคำเตือนเท่าไหร่นัก “สุรนันทน์ เวชชาชีวะ” เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นว่า “ถ้าทุกอย่างผ่านตามกระบวนการ ในวันที่ 28 ก.ย. นายกฯ ก็พร้อมที่จะทำตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ นายกฯ เองก็ขัดรัฐธรรมนูญไม่ได้”
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่ได้ถึงทางตัน แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายกฯ โดยทางออกที่ดีที่สุด คือ การชะลอทูลเกล้าฯ ถวายออกไปก่อน
วิธีการนี้ด้านหนึ่งนายกฯ จะต้องดำเนินการขัดกับรัฐธรรมนูญ แต่พอมาดูข้อกฎหมายจริงๆ ก็ไม่ได้มีบทลงโทษถึงการไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญดังกล่าว เฉกเช่นกับการไม่มีบทลงโทษในกรณีรัฐบาลไปแถลงผลการดำเนินการตามแนวนโยบายแห่งรัฐต่อรัฐสภาในปีที่สองของการเป็นรัฐบาล ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องดำเนินการภายหลังบริหารประเทศครบ 1 ปี
ที่สำคัญ หากนายกฯ ตัดสินใจชะลอการทูลเกล้าฯ ถวายขึ้นมาจริง ถามว่าจะมีใครไปฟ้องนายกฯ ข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะฝ่ายตรงข้ามย่อมพอใจกับการตัดสินใจของนายกฯ ที่ช่วยไม่ให้อะไรต่อมิอะไรตึงเครียดมากขึ้น
เช่นเดียวกับ คงไม่มี สส.พรรคเพื่อไทย และ สว.เลือกตั้งคนไหนออกมาแสดงความไม่พอใจ ลองขืนใครทำอย่างนั้นก็เท่ากับได้ฆ่าตัวตายในทางการเมือง
ดังนั้น ในเมื่อปัญหามีทางออก จึงขึ้นอยู่กับว่าสุภาพสตรีที่ชื่อ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” จะจัดการกับเผือกร้อนนี้อย่างไร







