
การใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาต่อศาล (2)
วันจันทร์ที่แล้ว ผมยกประเด็นคำพิพากษาของศาลฎีกาที่พิพากษายกฟ้อง กกต. ชุด พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ที่จัดการเลือกตั้งหลังการยุบสภาของทักษิณ ซึ่งมีรายละเอียดและเหตุผลของคำพิพากษาดังนี้
วันจันทร์ที่แล้ว ผมยกประเด็นคำพิพากษาของศาลฎีกาที่พิพากษายกฟ้อง กกต. ชุด พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ที่จัดการเลือกตั้งหลังการยุบสภาของทักษิณ ซึ่งมีรายละเอียดและเหตุผลของคำพิพากษาดังนี้
ศาลฎีกาตรวจสำนวน ประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และ 3 ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่าการกระทำของ กกต. จะเป็นความผิดตามมาตรา 24 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วย กกต.นั้น จะต้องเป็นการกระทำต่อผู้สมัคร หรือพรรคการเมือง แต่ข้อเท็จจริงคดีนี้ได้ความเพียงว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ 6 และเป็นสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไม่ได้ส่งผู้ใดเข้าสมัครรับเลือกตั้งเลย โดยโจทก์ไม่ใช่ผู้สมัคร ดังนั้นยังถือไม่ได้ว่า กกต.ได้กระทำการที่จะเป็นความผิดต่อโจทก์ตามมาตรา 24 ที่บัญญัติว่า ห้ามไม่ให้ กกต., กกต.ประจำจังหวัด, ผอ.การเลือกตั้งประจำจังหวัด และอนุกรรมการที่ กกต. แต่งตั้ง กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ เพื่อเป็นคุณ หรือเป็นโทษแก่ผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองใด ดังนั้นโจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรงจากการกระทำผิดตามมาตรา 24 ดังกล่าว
แม้โจทก์จะมีสิทธิคัดค้านการเลือกตั้ง สส.ในเขตเลือกตั้ง ที่โจทก์มีสิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540 มาตรา 147 (1) และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ สว. พ.ศ. 2541 มาตรา 94 และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ฯ มาตรา 114 บัญญัติว่า กรณีที่ปรากฏว่ามีการกระทำผิดตามกฎหมายนี้ในเขตเลือกตั้งใด ให้ถือว่าผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองที่ส่งสมาชิกลงสมัครเลือกตั้งในเขตนั้น เป็นผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่กฎหมายดังกล่าวไม่ได้บัญญัติให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เช่น โจทก์เป็นผู้เสียหายเลย ขณะที่ผู้สมัคร หรือพรรคการเมือง ให้ถือว่าเป็นผู้เสียหายเฉพาะความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.เท่านั้น อีกทั้งตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย กกต. ก็ไม่ได้มีบทบัญญัติให้ผู้สมัคร และพรรคการเมือง ถือเป็นผู้เสียหายตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา
ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า พ.ร.บ.ว่าด้วย กกต. บัญญัติขึ้นเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนเป็นส่วนรวมเท่านั้น ไม่ได้บัญญัติเพื่อคุ้มครองโจทก์ที่เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งโดยตรงเป็นพิเศษ
หากถือว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายแล้ว ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเหมือนโจทก์ที่มีอยู่จำนวนมาก ก็ย่อมเป็นผู้เสียหายเช่นกัน และถ้าต่างใช้สิทธิฟ้องร้องก็จะเกิดความไม่เป็นธรรมต่อ กกต. ซึ่งข้อเท็จจริงก็ได้ปรากฏมาแล้วในคดีที่ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กับพวกรวม 9 คน ยื่นฟ้องจำเลยที่ 23 ว่ากระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วย กกต.ฯ มาตรา 24 ซึ่งคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า นพ.นิรันดร์ กับพวกไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง หากการกระทำของจำเลยที่ 23 เป็นความผิด ก็ต้องถือว่าเป็นการกระทำผิดต่อรัฐ ไม่ใช่กระทำผิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และมาตรา 28 (2)
เหตุผลของศาลฎีกาเป็นประเด็นที่นักกฎหมายคงต้องไปถกเถียงกันในทางวิชาการ แต่ประเด็นที่ผมอยากจะหยิบยกมาคุยกันคือ ประเด็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ซึ่งเป็นหลักทั่วไปของผู้มีสิทธิฟ้องคดีที่มีการอ้างถึงเสมอ
มาตรา 2 (4) ดังนี้
(4) “ผู้เสียหาย” หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6
คำจำกัดความของผู้เสียหายตามกฎหมาย บัญญัติไว้เพียงสั้นๆ ว่า หมายถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำผิด แต่กลับมีปัญหาให้ศาลพิจารณามากมาย ซึ่งศาลฎีกาได้วางหลักเอาไว้ว่า ความเป็นผู้เสียหายนั้น จะต้องเป็น “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” โดยได้วางหลักไว้หลายประการ เช่น ต้องไม่มีส่วนร่วมกระทำผิด ในความผิดต่อรัฐต้องได้รับผลโดยตรง เป็นต้น
ความผิดในทางอาญามี 2 ประเภท คือ ความผิดต่อส่วนตัว เช่น การฉ้อโกง การจ่ายเช็คเด้ง เป็นคดีที่สามารถตกลงไม่เอาความกันได้ และความผิดต่อแผ่นดิน เป็นความผิดที่รัฐเห็นว่ากระทบต่อความสงบของส่วนรวม จึงตกลงไม่เอาความไม่ได้
ความผิดอาญาต่อแผ่นดิน พอจะแยกได้เป็น 3 ประเภท คือ
ความผิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐหรือต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง เช่น การทุจริตคอร์รัปชั่น เบียดบังเงินหลวง การหนีภาษีอากร
ความผิดที่เจ้าหน้าที่รัฐก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐที่กระทำต่อบุคคล เช่น การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายกับบุคคล
ความผิดที่กระทำต่อบุคคล และผลของการกระทำกระทบต่อสังคม เช่น การฆ่าคนตาย การปล้นทรัพย์ ลักทรัพย์
ความผิดประการแรก เป็นประเด็นที่น่าพิจารณาว่า ความผิดต่อรัฐ ที่มิได้กระทำกับประชาชนคนใดคนหนึ่งโดยตรง หรือเป็นความผิดต่อรัฐอย่างแน่แท้ เช่น การทุจริตคอร์รัปชั่น เบียดบังเงินของแผ่นดิน หรือการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้รัฐเสียหายเป็นตัวเงิน หรือการหลบหนีภาษี ทำให้รัฐขาดรายได้ ประชาชนจะเป็นผู้เสียหายได้หรือไม่
ถ้าดูจากแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาแล้ว ประชาชนไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีสิทธิดำเนินคดี ไม่มีสิทธิเข้าเป็นโจทก์ร่วม ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกา ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของภาครัฐซึ่งหมายถึงฝ่ายบริหาร เป็นผู้บริหารจัดการกระบวนการยุติธรรม
ประเด็นที่น่าเป็นห่วงในยุคการเมืองแรงอย่างนี้ คือ ภาคการเมืองที่กุมอำนาจรัฐ สามารถคุมกลไกของทุกองค์กรได้อย่างเบ็ดเสร็จ ไม่เว้นแม้แต่ตำรวจและอัยการ ซึ่งมีหน้าที่ต้องฟ้องคดีในความผิดต่อรัฐ (ปัจจุบันคดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบ อยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช. แทนตำรวจ) ฉะนั้น หากนักการเมืองหรือพวกพ้องทำความผิดอาญา ฉ้อราษฎร์บังหลวง ถ้าองค์กรเหล่านี้ไม่ทำเรื่อง ก็ไม่มีใครเอาผิดได้ ประชาชนได้แต่มองตาปริบๆ รู้ทั้งรู้ว่าทำผิด แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะไม่ใช่ผู้เสียหาย
ถึงเวลาที่ศาลเองต้องทบทวนแนวคำพิพากษาหรือไม่ว่า ประชาชนคือผู้เสียภาษี คดีที่ข้าราชการทุจริตคอร์รัปชั่น ประชาชนย่อมได้รับผลจากการทุจริต จึงควรเป็นผู้เสียหายที่สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้เอง เพราะความเป็นจริงคือ ไม่สามารถไว้ใจกลไกของรัฐได้ เนื่องจากองค์กรของรัฐเองไม่เป็นกลาง ไม่มีอิสระในการทำงานอย่างแท้จริง
ความเสียหายจากการที่ กกต.กระทำความผิด รัฐต้องสูญเสียเงินงบประมาณในการจัดการเลือกตั้ง ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ จึงน่าจะได้รับผลจากการกระทำความผิด
คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ ในฐานะนักกฎหมายพอเข้าใจเหตุผลได้ แต่คนทั่วไปยากที่จะเข้าใจ ผมพยายามอธิบายหลักเกณฑ์ของการเป็นผู้เสียหายให้ผู้ที่ถามผมในเรื่องนี้ พออธิบายเสร็จ เขาบอกว่าเขาพอจะเข้าใจและยอมรับได้ แต่เขาไม่เข้าใจว่า เรื่องอย่างนี้ ทนายปลายแถวอย่างผมยังรู้ แล้วศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่รู้เหมือนที่ศาลฎีการู้เลยหรือ
ผมไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ครับ







