
เศรษฐกิจแหกโค้งรีดเงินก้นถังกระตุ้น
เศรษฐกิจไทยปี 2556 กำลังเข้าสู่ช่วงโค้งท้ายของปี หลังตัวเลขเศรษฐกิจ 2 ไตรมาสแรกออกน่าผิดหวัง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
เศรษฐกิจไทยปี 2556 กำลังเข้าสู่ช่วงโค้งท้ายของปี หลังตัวเลขเศรษฐกิจ 2 ไตรมาสแรกออกน่าผิดหวัง ไตรมาสแรกเศรษฐกิจขยายตัวได้เพียง 5.4% แต่ถ้าเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าหดตัว 1.7% ขณะที่ไตรมาส 2 ขยายตัวได้แค่ 2.8% เท่านั้น ส่วนอีก 2 ไตรมาสยังลูกผีลูกคน แม้การส่งออกเดือน ส.ค. ที่ออกมา จะทำให้ใจชื้นได้บ้าง แต่ 8 เดือนแรกส่งออกยังโตแค่ 1%
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ขยายตัวลดติดต่อกัน 2 ไตรมาส ทำให้สำนักวิเคราะห์ต่างประเทศฟันธงว่า เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย ขณะที่กระทรวงการคลังแก้ตัวไม่ออก ยอมรับสภาพว่าทางเทคนิคถือว่าเศรษฐกิจไทยถดถอยจริง ไม่สามารถอธิบายเป็นอื่นได้ ได้แต่หวังว่าเศรษฐกิจจะกระเตื้องขึ้นมาได้เร็ว
แต่ทว่าการขยายตัวเศรษฐกิจไตรมาส 3 ที่ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะประกาศออกมาไวๆ นี้ ยังต้องลุ้นกันเหนื่อยว่าเศรษฐกิจจะหลุดจากบ่วงภาวะถดถอยได้หรือไม่
ถึงแม้ว่ากระทรวงการคลังจะออกมาประโคมข่าวกันล่วงหน้าว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาขยายตัวได้ดี และเทียบไตรมาสก่อนหน้าจะขยายตัวเป็นบวก แต่น่าจะทำให้ไทยพ้นเศรษฐกิจถดถอยไปได้เปลาะหนึ่งเท่านั้น
เพราะหากดูในภาพรวมเศรษฐกิจทั้งปี 2556 ก็ออกอาการดูไม่ดี เมื่อกระทรวงการคลังประกาศประมาณการการขยายตัวเศรษฐกิจล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านว่าทั้งปีจะโต 3.7% เท่านั้น แม้ว่าจะอยู่ในการขยายตัวที่ 3.54% แต่แนวโน้มที่จะขยายตัวไปแตะตัวบนเป็นไปได้ยาก ในทางตรงข้ามน่าจะไปแตะตัวล่างมากกว่า
หากไปดูประมาณการทางฟากเอกชนบ้าง ก็จะเห็นว่าทุกสำนักฟันธงให้เศรษฐกิจปีนี้ต่ำกว่า 4% ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดเศรษฐกิจไทยโต 3.7% ธนาคารเอชเอสบีซี 2.8% ธนาคารเครดิตสวิส 2.7% ธนาคารไทยพาณิชย์ 3.4% ธนาคารซีไอเอ็มบี 2.8% และมอร์แกน สแตนเลย์ 3.7%
การที่เศรษฐกิจปีนี้ร่วงลงต่ำต่อเนื่องถือว่าน่าเป็นห่วง เพราะหากย้อนไปดูประมาณการเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 56% หลังจากนั้นก็ลดลง 45% และล่าสุดลดลงเหลือ 3.54% แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจสไลด์ดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่า กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง จะออกมาแก้เกี้ยวว่าเศรษฐกิจจะโตเท่าไรไม่สำคัญ ขอให้การว่างงานต่ำ และการกระจายรายได้ทำได้ดีอย่างที่รัฐบาลได้ทำมาแล้วในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ก็น่าพอใจแล้ว
แต่ในความเป็นจริง การขยายตัวได้มากๆ ไม่สำคัญจริงหรือไม่ ทุกฝ่ายต่างฟันธงว่า ไม่จริง เพราะทันทีเศรษฐกิจขยายตัวได้น้อย สัญญาณร้ายเศรษฐกิจจะตามมา ทั้งเรื่องการว่างงานเพิ่มขึ้น นักศึกษาที่จบใหม่เรือนแสนอาจจะต้องเตะฝุ่น ตัวเลขว่างงานที่ต่ำกว่า 1% ในขณะนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่สะท้อนได้ชัดเจนจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว นั่นก็คือ แรงงานที่ทำงานเต็มที่หรือมีชั่วโมงทำงานมากกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เดือน ก.ค. 2556 เหลือ 33.17 ล้านคน เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่มีแรงงานทำงานเต็มเวลาอยู่ที่ 34.42 ล้านคน และลดลงจากเดือน มิ.ย. ที่มีแรงงานที่ทำงานเต็มที่ 34.18 ล้านคน หรือลดลงไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน สอดคล้องกับกำลังการผลิตเดือน ส.ค. อยู่ที่ 63.45% ลดลงต่อเนื่องจากเดือน พ.ค. ที่การใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 66.87%
ขณะที่การกระจายรายได้ที่รัฐบาลบอกว่าทำได้ดีนั้น ต้องไม่ลืมว่าการกระจายรายได้ตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งการรับจำนำข้าว และลด แลก แจก แถม ผ่านนโยบายประชานิยมต่างๆ ใช้เงินรวมกันเป็นหลัก 1 ล้านล้านบาท เช่น โครงการจำนำข้าว รถยนต์คันแรก และการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท แต่ยังเป็นคำถามว่าทำให้เกิดการกระจายรายได้ได้ทั่วถึงหรือไม่ ขณะที่รายได้ที่เพิ่มขึ้นแบบฝนตกไม่ทั่วฟ้า มีส่วนสำคัญยิ่งในการกระชากค่าครองชีพคนไทยให้สูงขึ้นกันถ้วนหน้าแบบที่เรียกว่าชักหน้าไม่ถึงหลัง
โดยเฉพาะโครงการจำนำข้าวใช้เงินไปแล้วถึง 6.7 แสนล้านบาท มีผลขาดทุนจากการดำเนินโครงการไม่ต่ำกว่าปีละ 2 แสนล้านบาท เป็นภาระการคลังที่จะทำให้หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ยิ่งเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ต่ำกว่าเป้า จะเป็นตัวเร่งสัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้นรวดเร็วและอาจเกินกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่ 60% ต่อจีดีพีได้
สอดคล้องกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ประเมินไว้ว่า หากรัฐบาลไม่สามารถบริหารให้เศรษฐกิจขยายตัว 45% ต่อปีได้ จะทำให้หนี้สาธารณะของประเทศมีปัญหาทันที และหนีไม่พ้นทำให้เครดิตประเทศถูกปรับลดลง
ยิ่งล่าสุดสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศหลายแห่งจ้องมองมาที่ไทยเป็นพิเศษ ทั้ง มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส และฟิทช์ เรทติ้งส์ เพราะหนี้โครงการรับจำนำข้าว และเศรษฐกิจปีนี้ที่เติบโตอย่างอ่อนแรง
หากจำกันได้ ในช่วงก่อนหน้านี้รัฐบาลตั้งความหวังไว้สูงว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสสุดท้ายของปีที่คาดว่าจะขยายตัวได้ดี เพราะมีการอัดฉีดเร่งเบิกจ่ายงบประมาณต่างๆ จำนวนมากกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงท้าย และน่าจะทำให้เศรษฐกิจเข้าวินโตได้เกิน 4%
แต่รัฐบาลต้องฝันสลายเมื่อ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2557 ที่ต้องเริ่มคิกออฟในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ต้องล่าช้าออกไปถูกยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าทำให้เม็ดเงินลงทุนต่างๆ ที่คาดว่าจะเบิกจ่ายในไตรมาสสุดท้ายจำนวน 1.2 แสนล้านบาท มีอันต้องชวดหายไป
ขณะที่งบเงินกู้จาก พ.ร.ก. 3.5 แสนล้านบาท เพื่อบริหารจัดการน้ำ ก็ไม่สามารถเบิกจ่ายช่วยเศรษฐกิจไทยไตรมาสสุดท้ายเช่นกัน หรือแม้แต่เงินกู้จาก พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท ที่ตั้งเป้าจะเบิกให้ทันไตรมาสสุดท้ายปีนี้ เห็นทีจะเบิกจ่ายไม่ได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้เศรษฐกิจไทยไตรมาสสุดท้ายเหมือนรถวิ่งแหกโค้ง บังคับทิศทางไม่ได้ เพราะก่อนหน้านี้แรงขับเคลื่อนด้านอื่นๆ ก็หวังไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกที่กระทรวงพาณิชย์ที่คาดว่าจะโตได้ 7.5% แต่ล่าสุดปรับเหลือ 4% ขณะที่กระทรวงการคลังประมาณการว่าการส่งออกจะแย่กว่านั้น ทั้งปีโตได้ 1.8% เท่านั้น สอดคล้องกับตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ที่ตั้งท่าจะปรับการส่งออกของไทยปีนี้เหลือแค่ 2% เท่านั้น
ส่วนการบริโภคภาคเอกชนก็ไม่สามารถเป็นตัวช่วยเศรษฐกิจไทยได้ สาเหตุหนึ่งมาจากรัฐบาลกระตุ้นการบริโภคเกินตัวในปีที่ผ่านมา จากมาตรการรถยนต์คันแรก บ้านหลังแรก ทำให้กำลังซื้อชะงัก ผู้บริโภคหนี้เต็มตัว ไม่มีเงินมาบริโภคในปีนี้ ทำให้การบริโภคภาคเอกชนหัวทิ่มแบบโงหัวไม่ขึ้น
ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมที่จ่อคอหอยในหลายพื้นที่ ยิ่งทำให้ผู้คนอยู่ในอาการตระหนกตกใจไม่น้อย ทั้งเป็นการซ้ำเติมให้อารมณ์การจับจ่ายใช้สอย และการออกท่องเที่ยวของประชาชนลดลงไปไม่น้อย
ฉะนั้น ในเมื่อสิ่งที่แย่ยังไม่ดีขึ้น และสิ่งที่ตั้งเป้าไว้ทำไม่ได้ เศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายที่เป็นความหวัง กลับกลายเป็นสิ้นหวัง
ด้านกระทรวงการคลังเองพยายามกระตุ้นให้รัฐบาลเร่งการใช้จ่ายเงินที่มีอยู่ในมือชนิดสุดชีวิต แม้ว่างบประมาณรายจ่ายปี 2557 ยังไม่ได้ แต่งบประจำของไตรมาส 24 ขึ้นมาใช้ในไตรมาสแรกให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสัมมนา งบจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีหลายหมื่นล้านออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ แทนงบลงทุนที่เบิกจ่ายไปก่อน
อย่างไรก็ตาม การรีดเงินซื้อปากกา ยางลบ มากระตุ้นเศรษฐกิจที่ไหลลงแรงเช่นนี้ เป็นเรื่องที่หวังผลได้ยาก แต่ยังแสดงให้เห็นอาการน่าเป็นห่วงว่าเศรษฐกิจไทยนอกจากไตรมาสสุดท้ายแหกโค้ง เห็นทีทั้งปีก็จะไหลลงเหวด้วย ที่ประมาณขั้นต่ำว่าจะโตได้ 3.5% เห็นทีจะเอาอยู่ยากเหลือเกิน







