posttoday
ซากจรวจดตกที่อุบลราชธานี

ซากจรวจดตกที่อุบลราชธานี

29 กันยายน 2556

วันจันทร์ที่ 23 ก.ย. 2556 มีรายงานว่าเวลาประมาณ 10.00-11.00 น. เกิดระเบิดเสียงดังสนั่นบนท้องฟ้าในบางอำเภอของ จ.อุบลราชธานี

วันจันทร์ที่ 23 ก.ย. 2556 มีรายงานว่าเวลาประมาณ 10.00-11.00 น. เกิดระเบิดเสียงดังสนั่นบนท้องฟ้าในบางอำเภอของ จ.อุบลราชธานี จากนั้นมีซากชิ้นส่วนโลหะหลายชิ้นตกลงมาที่บริเวณ ต.หนองกุง อ.ตาลสุม และ ต.โพธิ์ไทร อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี บางชิ้นหล่นทะลุหลังคาบ้าน การตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ผู้เขียนเชื่อว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เกี่ยวข้องกับการปล่อยดาวเทียมของจีน

จีนมีโครงการส่งดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา ใช้ชื่อว่าเฟิงหยุน (Fengyun แปลว่า ลมและเมฆ) มีทั้งแบบโคจรรอบโลกในวงโคจรต่ำ ระนาบวงโคจรเกือบตั้งฉากกับระนาบศูนย์สูตร ผ่านเหนือขั้วโลกทั้งสอง เรียกว่าวงโคจรตามดวงอาทิตย์ (Sunsynchronous orbit) และแบบที่โคจรรอบโลกในวงโคจรค้างฟ้า (Geostationary orbit) คือคาบการโคจรเท่ากับคาบการหมุนของโลก จึงเหมือนอยู่นิ่งเมื่อเทียบกับผิวโลก

ดาวเทียมเฟิงหยุนรุ่นแรกถูกส่งขึ้นไปเมื่อ พ.ศ. 2531 ปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 3 ดวงแรกของรุ่นคือเฟิงหยุน 3เอ (Fengyun 3A) ส่งขึ้นไปเมื่อเดือน พ.ค. 2551 ดวงที่ 2 ของรุ่น คือเฟิงหยุน 3บี (Fengyun 3B) ส่งขึ้นไปเมื่อเดือน พ.ย. 2553 ดาวเทียมในรุ่นนี้เป็นดาวเทียมตามดวงอาทิตย์ทั้งหมด

วันที่ 23 ก.ย. 2556 สำนักข่าวของทางการจีนรายงานว่าดาวเทียมเฟิงหยุน 3ซี (Fengyun 3C) ซึ่งเป็นดวงที่ 3 ของรุ่นที่ 3 ถูกนำขึ้นสู่อวกาศเมื่อเวลา 11.07 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งตรงกับเวลา 10.07 น. ตามเวลาประเทศไทย การปล่อยจรวดมีขึ้นที่ศูนย์ปล่อยดาวเทียมไท่เยวียน (Taiyuan) มณฑลซานซี อยู่ทางเหนือของจีน ที่พิกัดละติจูด 38.8 องศาเหนือ ลองจิจูด 111.6 องศาตะวันออก

วงโคจรของดาวเทียมเฟิงหยุน 3ซี ถูกกำหนดไว้ให้เป็นวงโคจรตามดวงอาทิตย์ เช่นเดียวกับเฟิงหยุน 3เอ และ บี การส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศจึงต้องปล่อยจรวดให้พุ่งลงมาทางทิศใต้ เยื้องไปทางทิศตะวันตกเล็กน้อย ไม่เหมือนการปล่อยดาวเทียมค้างฟ้า หรือภารกิจเกี่ยวกับสถานีอวกาศ ที่ต้องยิงจรวดไปทางทิศตะวันออก หันเข้าสู่มหาสมุทรแปซิฟิก เส้นทางการเคลื่อนที่ของจรวดจึงพุ่งลงมาทางประเทศไทย โดยผ่านเหนือเวียดนาม อ่าวตังเกี๋ย ลาว ก่อนจะถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

ซากจรวจดตกที่อุบลราชธานี

 

จรวดลองมาร์ช 4ซี (Long March 4C) ซึ่งใช้ปล่อยดาวเทียมเฟิงหยุน 3ซี เป็นจรวด 3 ท่อน ภายในบรรจุเชื้อเพลิงเหลว เป็นจรวดที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ตัวดาวเทียมบรรจุไว้ที่ด้านบนสุด เมื่อเชื้อเพลิงในจรวด 2 ท่อนล่างถูกใช้หมดไป จะถูกสลัดออกก่อน จากนั้นมันจะตกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก เกิดการเผาไหม้แล้วแตกกระจาย เหลือเศษซากตกลงมาถึงพื้นดิน ส่วนท่อนสุดท้ายจะปล่อยดาวเทียมในอวกาศที่ความสูงประมาณ 800 กิโลเมตร จรวดท่อนนี้จะโคจรรอบโลกต่อไปเป็นขยะอวกาศ

จากข้อมูลวงโคจรของดาวเทียมดวงนี้ ซึ่งเผยแพร่โดยหน่วยงานในกองทัพอากาศสหรัฐ ผู้เขียนพบว่ารอยทางบนพื้น (ground track) ของดาวเทียม มีเส้นทางผ่านศูนย์ปล่อยดาวเทียมไท่เยวียน และผ่าน อ.ตาลสุม ซึ่งเป็นจุดที่พบซากโลหะตกได้อย่างเหมาะเจาะพอดิบพอดี เป็นการยืนยันว่าเหตุการณ์เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2556 น่าจะเกี่ยวข้องกับการปล่อยจรวดส่งดาวเทียมของจีนในครั้งนี้

เมื่อพิจารณาตำแหน่งบนแผนที่ของจุดที่พบซากโลหะตก คือ ต.หนองกุง อ.ตาลสุม และ ต.โพธิ์ไทร อ.พิบูลมังสาหาร เราจะพบว่าตำบลทั้งสองวางตัวในแนวเหนือใต้ ตามลองจิจูด 105.2 องศาตะวันออก แสดงว่าชิ้นส่วนโลหะเคลื่อนที่ในอากาศมาในแนวดังกล่าว ไม่ใช่แนวตะวันออกตะวันตก นับว่าใกล้เคียงกับเส้นทางการเคลื่อนที่ของจรวดที่ใช้ปล่อยดาวเทียมเฟิงหยุน 3ซี

การคำนวณพบว่าดาวเทียมเฟิงหยุน 3ซี น่าจะผ่านเหนือ จ.อุบลราชธานี เมื่อเวลาประมาณ 10.20 น. แล้วเคลื่อนลงมาผ่านเหนือกัมพูชา ทะเลจีนใต้ (ด้านติดกับอ่าวไทย) แหลมมลายู และเกาะสุมาตรา จึงคาดว่าเวลาที่จรวดตกสู่ชั้นบรรยากาศไม่น่าจะห่างจากเวลานี้มากนัก สอดคล้องกับรายงานที่ว่าเกิดเสียงดังบนท้องฟ้าในเวลาประมาณ 10.0011.00 น. ประกอบกับไม่มีรายงานการตกของเครื่องบินหรืออากาศยานอื่นใด สนับสนุนว่าวัตถุเหล่านี้ต้องมาจากอวกาศ

แม้ว่าจะไม่สามารถคาดหมายจุดตกที่แน่นอนของชิ้นส่วนจรวด และโอกาสที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินนั้นมีค่อนข้างน้อย แต่คงจะดีกว่านี้มาก หากทางการจีนแจ้งเตือนประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศที่อยู่ในแนวการเคลื่อนที่ของจรวด ให้คอยเฝ้าระวังการตกของชิ้นส่วนจรวด อีกทั้งป้องกันไม่ให้เกิดการเข้าใจผิด อันอาจส่งผลต่อสถานการณ์ในพื้นที่พิพาท

ข้อมูลจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ระบุว่า จีนมีโครงการปล่อยดาวเทียมเฟิงหยุน 3 อีกอย่างน้อย 3 ดวง โดยวางไว้ใน พ.ศ. 2559, 2561 และ 2563 (อาจเปลี่ยนแปลงได้) จึงน่าจะมีชิ้นส่วนจรวดตกที่ประเทศไทยอีกหลายครั้ง เราจึงควรติดตามความเคลื่อนไหวด้านอวกาศของจีน โดยเฉพาะการปล่อยดาวเทียมที่มีวงโคจรผ่านขั้วโลกเช่นนี้

ปรากฏการณ์ท้องฟ้า (29 ก.ย.–6 ต.ค.)

เวลาหัวค่ำมีดาวเคราะห์ 3 ดวง ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ และดาวเสาร์ อยู่บนท้องฟ้าทิศตะวันตก ดาวศุกร์อยู่ในกลุ่มดาวคันชั่ง เห็นเป็นดาวสว่างเด่นตั้งแต่ท้องฟ้ายังไม่มืดสนิท ดาวเสาร์อยู่ต่ำลงไปในกลุ่มดาวเดียวกัน ดาวพุธอยู่ในกลุ่มดาวหญิงสาว อยู่ต่ำที่สุด จึงอาจสังเกตได้ยากหากใกล้ขอบฟ้ามีเมฆหมอกหนา

เวลาเช้ามืดมีดาวอังคารและดาวพฤหัสบดีเป็นดาวเคราะห์สว่าง 2 ดวง บนท้องฟ้าทิศตะวันออก ดาวพฤหัสบดีอยู่ในกลุ่มดาวคนคู่ ขึ้นมาอยู่เหนือขอบฟ้าที่มุมเงย 10 องศา ตั้งแต่เวลาประมาณตี 1 ดาวอังคารอยู่ในกลุ่มดาวสิงโต ตามขึ้นมาที่ตำแหน่งใกล้เคียงกันในเวลาตี 3 ครึ่ง เมื่อใกล้เช้า ดาวพฤหัสบดีจะอยู่สูงเกือบ 70 องศา ส่วนดาวอังคารอยู่สูงเกือบ 40 องศา

สัปดาห์นี้เป็นปลายข้างแรม จันทร์เสี้ยวอยู่บนท้องฟ้าในเวลาเช้ามืดของทุกวัน วันที่ 30 ก.ย. ดวงจันทร์ผ่านใกล้กระจุกดาวรังผึ้งในกลุ่มดาวปูที่ระยะ 6 องศา จากนั้นวันที่ 1 และ 2 ต.ค. ดวงจันทร์จะอยู่ทางขวามือของดาวอังคารและดาวหัวใจสิงห์ ตามลำดับ ดวงจันทร์เคลื่อนเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้น จันทร์ดับในวันที่ 5 ต.ค.

วันศุกร์ที่ 4 ต.ค. สถานีอวกาศนานาชาติจะปรากฏเป็นดาวสว่างเคลื่อนผ่านท้องฟ้าประเทศไทยทั้งในเวลาเช้ามืดและหัวค่ำ เวลาเช้ามืด กรุงเทพฯ และบริเวณใกล้เคียงเริ่มเห็นสถานีอวกาศใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตกเฉียงเหนือในเวลา 05.38 น. โดยเคลื่อนสูงขึ้นไปทางขวา ผ่านจุดสูงสุดบนท้องฟ้าทิศตะวันออกเฉียงเหนือที่มุมเงย 45 องศา จากนั้นเคลื่อนต่ำลง ผ่านใกล้ดาวอังคาร แล้วหายลับไปใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันออกเฉียงใต้ในเวลา 05.44 น.

เวลาหัวค่ำ สถานีอวกาศเริ่มปรากฏใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตกเฉียงใต้ในเวลา 18.56 น. โดยเคลื่อนสูงขึ้นไปทางซ้าย ผ่านจุดสูงสุดทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ที่มุมเงย 50 องศา จากนั้นเคลื่อนต่ำลง เข้าสู่เงามืดของโลกในเวลา 19.01 น. ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือที่มุมเงย 30 องศา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท