
ฉัน-ฉัน-ฉัน
นิตยสารไทม์ฉบับเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ให้นิยามคนยุคใหม่ผ่านปกหนังสือที่เป็นภาพเด็กสาวกำลังยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายภาพตัวเอง
นิตยสารไทม์ฉบับเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ให้นิยามคนยุคใหม่ผ่านปกหนังสือที่เป็นภาพเด็กสาวกำลังยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายภาพตัวเองขณะนอนอยู่บนพื้นพร้อมข้อความ “ME ME ME Generation”
เรื่องจากปกของนิตยสารไทม์ฉบับนั้น ระบุว่า สถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐ พบว่าคนอเมริกันที่เกิดระหว่างปี ค.ศ. 19802000 จำนวนกว่า 80 ล้านคน มีความ “หลงตัวเอง” เพิ่มมากขึ้นเป็น 3 เท่าของคนยุคก่อนหน้านี้ และกว่า 80% ของคนจำนวนดังกล่าวมีอายุต่ำกว่า 23 ปี
ข้อมูลระบุอีกว่า ผู้คนเหล่านี้มักมองว่าตัวเองมีความสำคัญมากที่สุด รวมทั้งมองว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งอย่างไม่ว่าจะอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบใดก็ตาม ขณะเดียวกันก็ปรารถนาความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ แต่ต้องได้มาด้วยวิธีการที่ไม่ยากมากนัก
ไทม์ยกตัวอย่างว่า คนกลุ่มนี้มักคิดว่าในชีวิตการทำงานจะต้องได้รับการขึ้นเงินเดือนและตำแหน่งที่สูงขึ้นในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยไม่ต้องมีการพิจารณาประสิทธิภาพหรือผลงาน หรือต้องทำบางสิ่งบางอย่างที่ใช้พลังงานมากนัก
หากเจเนอเรชัน มี เป็นผลจากปฏิกิริยาทางเคมีในทางวิทยาศาสตร์ “เทคโนโลยี” ก็อาจจะเป็น “ตัวเร่ง” ชั้นเลิศที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาและนำไปสู่ผลลัพธ์อย่างรวดเร็ว
ด้วยความเป็นพื้นที่เปิดกว้างและอิสระ ชนิดที่ว่าใครอยากทำอะไรก็ทำได้เต็มที่ ทำให้โลกออนไลน์เป็นแหล่งบ่มเพาะและสร้าง “Gen Me” ออกมาจำนวนมาก
ความเป็น “ฉันฉันฉัน” กำลังใหญ่คับโลกออนไลน์
จะว่าไปแล้ว Gen Me ก็มิได้ถูกนิยามด้วยช่วงอายุหรือปีเกิด หากแต่ถูกนิยามโดยพฤติกรรมหลายอย่างบนโลกออนไลน์ หลายครั้งที่ผู้คนในยุค Gen X หรือแม้แต่ Baby Boomer ก็มาเป็น Gen Me ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว
ใครหลายคนเลือกแสดงความเห็นแบบสุดโต่งต่อเรื่องบางเรื่องบนโลกออนไลน์ และความเห็นเหล่านั้นก็ดูเหมือนจะสุดโต่งมากขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนคนที่เข้ามากดไลค์ ราวกับว่ายิ่งแหกจากระบบสังคมปกติมากเท่าไหร่ก็ยิ่ง “เท่” มากขึ้นเท่านั้น
ในมุมหนึ่งมันอาจจะเป็นเรื่องดีที่มีคน “กล้า” บอกในสิ่งที่คิด หรือโชว์ความสามารถบางประการออกมาให้คนอื่นๆ เห็นมากขึ้น ซึ่งผิดจากคนรุ่นก่อนจำนวนไม่น้อยที่เลือกจะหลบอยู่หลังฉากมากกว่าจะเดินออกมาสู่แสงไฟหน้าเวที
ในมุมหนึ่งความเห็นที่เกิดขึ้นมากมายนั้น หลายต่อหลายความเห็นก็เป็นเรื่องที่เข้าท่าและชวนให้นำไปทดลองทำดูจริงๆ เผื่อจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางใดทางหนึ่งต่อบางสิ่งบางอย่างในทางที่ดีขึ้น
ทว่า ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายว่า ความเห็นจำนวนไม่น้อยกลับเป็นแค่ “เครื่องมือ” ที่ใครบางคนเลือกใช้เพื่อสร้างความเป็น “ฉัน” ให้ชัดเจนและหวังให้ผู้คนมาหลงใหลได้ปลื้มมากขึ้น
หลายครั้งที่โลกแห่งความจริงและโลกเสมือนจริง ท่วมไปด้วย “นักแสดงความเห็น” ที่อุดมไปด้วยความเป็นฉันแบบเข้มข้น พวกเขาเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่ต้องการจะเชื่อเท่านั้น โดยไม่สนว่าเหตุและผลหรือปัจจัยแวดล้อมในเรื่องนั้นจะเป็นอย่างไร
ความเห็นส่วนใหญ่ที่ออกมาจากนักแสดงความเห็นก็ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ห่างไกลความจริงและยุ่งเหยิงเกินกว่าจะนำไปทำให้เป็นรูปธรรมชัดเจน ที่สำคัญคือนักแสดงความเห็นหลายคนเลือกที่จะทำเพียงแค่การแสดงความเห็นแทนที่จะร่วมลงมือทำบางสิ่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลง
ขณะที่นักแสดงความเห็นกำลังดื่มด่ำกับยอดไลค์บนข้อความล่าสุดอันบ่งบอกถึงความเป็น “ฉัน” แบบสุดลิ่ม ที่เพิ่งโพสต์ลงไปบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ อีกด้านหนึ่งผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยได้ตัดสินใจหันหลังให้กับโลกสังคมออนไลน์ด้วยความกลัวที่ว่า จะเสพติดการใช้งานแบบถอนตัวไม่ขึ้น ซึ่งคนกลุ่มนี้นิยามว่าเป็น “การฆ่าตัวตายเสมือนจริง”
เมื่อเร็วๆ นี้ ผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเวียนนาในออสเตรียที่สำรวจพฤติกรรมของผู้ใช้เฟซบุ๊ก ระบุว่า มีผู้ใช้ในสหรัฐถึง 9 ล้านคน และอีก 2 ล้านคน ในสหราชอาณาจักร รวม 11 ล้านคน ได้ลบบัญชีส่วนตัวออกจากสังคมออนไลน์ เนื่องจากความกังวลด้านความเป็นส่วนตัว และความวิตกว่าการใช้งานจะกลายเป็นสิ่งเสพติด
ขณะที่ 48.3% ของกลุ่มตัวอย่างเผยเหตุผลที่เลิกใช้เฟซบุ๊กว่า มีความกังวลด้านความเป็นส่วนตัวจึงทำให้ลบบัญชีเฟซบุ๊ก ตามมาด้วยความไม่พอใจทั่วไป 13.5% ทัศนคติต่อเพื่อนออนไลน์ที่แย่ลง 12.6% และความกังวลว่าจะก่อให้เกิดการเสพติดได้ 6%
ในยุคที่เราสามารถโปรโมตความเป็น “ฉัน” ให้โลกรู้จักได้อย่างง่ายดายเพียงแค่ใช้นิ้วมือสัมผัสลงไปบนคอมพิวเตอร์ และสามารถมองเห็นได้ด้วยข้อมูลแบบเรียลไทม์ว่า ความเป็นฉันที่เราสร้างขึ้นมาได้รับความสนใจจากผู้คนมากมายเพียงใดนั้น
อีกด้านหนึ่งความรวดเร็วที่เทคโนโลยีมอบให้ก็อาจทำให้เราเสพติดความเป็น “ฉัน” เข้าได้โดยง่ายที่เรารู้ตัวและไม่รู้ตัว สุดท้ายเราก็อาจกลายเป็น Gen Me ที่คิดไปว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ทั้งที่ความเป็นจริงเราเป็นเพียงดาวเล็กๆ ท่ามกลางหมู่ดาวอีกมหาศาล
การที่จะเป็นดาวที่ส่องแสงได้สว่างมากกว่าเพื่อนฝูงนั้น อาจไม่ได้ต้องการแค่เพียงการสร้างความเป็น “ฉัน” แบบสุดโต่ง หรือการสร้างจุดขายแบบผิวๆ ให้กับความเป็น “ฉัน” ของตัวเอง
อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ กล่าวไว้ในคลิปวิดีโอที่ถูกโพสต์อยู่บนเพจเฟซบุ๊ก “i AM TV” ถึง “ความยิ่งใหญ่” ไว้อย่างน่าคิดว่า
“เด็กทุกคนอยากยิ่งใหญ่ มึงต้องเหนื่อยกว่าคนอื่น ต้องเรียนรู้มากกว่าคนอื่น ต้องทำงานมากกว่าคนอื่น มีความฝันแล้วต้องทำความฝันด้วยใจ ต้องยอมตายเพื่อจะทำอาชีพนี้ให้สำเร็จ นี่คือความยิ่งใหญ่”
ไม่ว่าจะมีความเป็น “ฉัน” แบบใด การลงมือลงแรงที่มีความมุ่งมั่น อดทน พยายามเรียนรู้ และเข้าใจ ก็น่าจะเป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะทำให้ “ฉัน” เป็น “ฉัน” ที่แท้จริง







