
กกต. ในฝัน
กกต.ชุดสีสดใสหมดวาระไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ขณะนี้กำลังมีการสรรหา กกต.ชุดใหม่จำนวน 5 คน โดยให้ฝ่ายศาลสรรหามา 2 คน
กกต.ชุดสีสดใสหมดวาระไปเมื่อสัปดาห์ก่อน
ขณะนี้กำลังมีการสรรหา กกต.ชุดใหม่จำนวน 5 คน โดยให้ฝ่ายศาลสรรหามา 2 คน และสรรหาโดยคณะกรรมการจากผู้ที่สมัครเข้ามาอีก 3 คน เพื่อนำเข้าสู่การรับรองโดยวุฒิสภาภายในวันที่ 17 ต.ค. 2556 นี้ ดูๆ ไปกระบวนอาจจะดูเร่งรีบ แต่นั่นแหละ “ต้องตีทองเมื่อร้อน” เพราะขณะนี้บ้านเมืองเรามีวิกฤตวุ่นวายรอบด้าน
ใครที่อยากเสนอตัวเข้ารับการสรรหาต้องยื่นใบสมัคร (ที่ดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของวุฒิสภา) และส่งภายในบ่ายสี่โมงวันพรุ่งนี้ คือ จันทร์ที่ 30 ก.ย. ถ้าท่านได้รับการคัดเลือกในขั้นของการพิจารณาใบสมัคร ก็ต้องรอการรับเชิญไปสัมภาษณ์เพื่อแสดงวิสัยทัศน์หรือแนวทางในการที่จะทำให้งานของ กกต.ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญที่สุดคือความน่าเชื่อถืออันเป็นปัญหาของทุกๆ องค์กรอิสระในเวลานี้ ซึ่ง กกต.ก็มีปัญหาอยู่ไม่น้อยเช่นเดียวกัน
ครั้งหนึ่งใน พ.ศ. 2547 ผู้เขียนครั้งที่ยังเป็นคณบดีรัฐศาสตร์ที่ มสธ. ได้เป็นหนึ่งในกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ตอนนั้นก็คือฉบับ พ.ศ. 2540 กำหนดให้คณบดีนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยของรัฐร่วมเป็นกรรมการสรรหาด้วย มีคนใหญ่คนโตที่มีชื่อเสียงทั้งในวงสังคมและวงวิชาการสมัครรับการสรรหาหลายท่าน บางท่านเป็นอาจารย์ของผู้เขียนด้วยซ้ำ แต่เมื่อจะต้องสัมภาษณ์ก็ต้องสอบถามกันอย่างเต็มที่
ผู้เขียนตั้งคำถามผู้เข้ารับการสรรหาทุกๆ ท่านเหมือนกันว่า “ในหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะทำให้การเมืองของประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นได้อย่างไร” ซึ่งไม่ใช่คำถามเพื่อลองภูมิใครๆ แต่อย่างใด เพียงแต่อาศัยหลักการของความเป็นศาลรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2540 นั่นแหละ เอามาตั้งเป็นคำถามให้ท่านเหล่านั้นช่วยขยายความ
ตอนที่ร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ผู้เขียนอยู่ในอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้รับทราบถึงการที่จะต้องมีการสร้างระบบศาลรัฐธรรมนูญให้แข็งแกร่ง โดยคณะอนุกรรมการยกร่างฯ ได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางว่า ปัญหาที่สำคัญของระบบการถ่วงดุลอำนาจก็คือเรายังไม่มีระบบศาลที่เข้มแข็งพอที่จะมาต่อสู้กับอำนาจของฝ่ายการเมือง เพราะศาลยุติธรรมที่มีอยู่ก็ต้องรักษาความเป็นกลางและคงความเป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง จะเอาระบบศาลยุติธรรมมาถ่วงดุลฝ่ายการเมืองคือฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารนั้นไม่ได้
การออกแบบศาลรัฐธรรมนูญจึงขึ้นอยู่กับพื้นฐานของปัญหาการเมืองไทยโดยแท้ นั่นก็คือฝ่ายการเมืองมีอำนาจมากจนเกินไป ซึ่งมักจะใช้อำนาจอย่างเหิมเกริมตามอำเภอใจ โดยอ้างความเป็นเสียงข้างมากแล้วละเมิดสิทธิของเสียงข้างน้อย หรือกระทำการอันหยาบช้าไม่ละอายต่างๆ นานา (อย่างที่เราก็เห็นอยู่แม้กระทั่งทุกวันนี้) ประการหนึ่งก็ต้องให้มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวนมากพอสมควรเพื่อเป็นการสร้างอำนาจให้แก่ศาลรัฐธรรมนูญในเชิงปริมาณ คือ 15 คน และอีกประการหนึ่งก็คือให้อำนาจแก่ศาลรัฐธรรมนูญอย่างกว้างขวาง มีสิทธิเด็ดขาดหลายประการ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพหรือคุณภาพในการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญ
ปรากฏว่าผู้สมัครรับการสรรหาทุกท่านเข้าใจคำถามและตอบคำถามได้อย่างชัดเจน ที่อาจจะเป็นเพราะท่านเหล่านั้นได้ศึกษาความเป็นมาของศาลรัฐธรรมนูญจากเจตนารมณ์ของคณะกรรมการยกร่างฯ มาเป็นอย่างดีแล้ว โดยเนื้อหาที่ท่านตอบก็จะออกมาคล้ายๆ กัน อย่างที่ผู้เขียนได้เล่ามาข้างต้น ซึ่งอาจจะสรุปเป็นภาษาชาวบ้านได้ว่า การที่ต้องวาง “ยาแรง” ไว้ในรัฐธรรมนูญ 2540 ก็ด้วยเหตุผลที่โรคที่จะรักษานั้นเป็น “โรค ร้ายแรง”
เช่นเดียวกันกับการกำเนิดขึ้นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ก็เป็นยาแรงอีกขนานหนึ่งที่สภาร่างรัฐธรรมนูญเห็นพ้องต้องกันว่าน่าจะมาช่วยแก้ไขปัญหาทางการเมืองของประเทศไทยได้ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญในปี 2540 ได้นำผลสรุปของคณะกรรมการพัฒนาการเมือง (ชุดที่มีนายมารุต บุนนาค เป็นประธาน) กับของคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง (ชุดที่มีนายชุมพล ศิลปอาชา เป็นประธาน) ถึงปัญหาสำคัญทางการเมืองของประเทศไทยว่ามีอยู่ 4 เรื่อง คือ
หนึ่ง ระบบรัฐสภาที่สกปรกเพราะการเข้าสู่อำนาจของนักการเมืองที่เต็มไปด้วยการฉ้อฉล อันหมายถึงการเลือกตั้งที่ทุจริต คดโกง และใช้อิทธิพลข่มขู่ สอง รัฐบาลที่อ่อนแอและการบริหารราชการที่ไร้ประสิทธิภาพ เพราะการมีรัฐบาลผสมและอำนาจของนายกรัฐมนตรียังน้อยไป สาม กระบวนการตรวจสอบที่บกพร่องอ่อนแอเพราะขาดองค์กรตรวจสอบที่เป็นอิสระและเข้มแข็งพอ และสี่ การมีส่วนร่วมของประชาชนที่ยังเฉื่อยชาเพราะขาดแรงกระตุ้นและการจูงใจที่น่าสนใจ รวมทั้งขาดความเข้าใจถึงระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุด
กกต.มีขึ้นเพื่อมาแก้ปัญหาในข้อแรก คือการเข้าสู่อำนาจของนักการเมือง ดังนั้น กกต.ตามรัฐธรรมนูญ 2540 (ที่จริงเขามาออกเป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นการเฉพาะในภายหลังว่าด้วยการเลือกตั้งและพรรคการเมือง ซึ่งอยู่ในอำนาจดูแลของ กกต.ทั้งหมด) จึงทำหน้าที่เหมือน “นายทวาร” หรือผู้รักษาทางเข้าออกของเมือง ถือได้ว่ามีความสำคัญในลำดับแรกในทางการเมือง รวมทั้งให้ทำหน้าที่เป็น “พญายม” สำหรับนักการเมืองอีกหน้าที่หนึ่งด้วย นั่นก็คือคอยตรวจสอบเอาผิด จัดทำ “บัญชีดีชั่ว” ของนักการเมือง อย่างที่เราเรียกว่า “ใบเหลืองใบแดง” เป็นระบบการพิพากษาเอาผิดอย่างเบ็ดเสร็จอย่างครบวงจรแก่นักการเมืองชั่วๆ เหล่านั้น
การทำหน้าที่ในช่วงแรกโดย กกต.ชุดแรกดูจะได้รับคำชมเชยอยู่พอสมควรถึงความเข้มแข็งเด็ดขาด แต่พอถึงชุดที่สอง (ที่ติดคุกกันเป็นระนาวนั่นแหละ แต่ตอนนี้ศาลท่านกรุณากลับคำพิพากษาแล้ว) กลับเข้าสู่อีหรอบเดิมคือเกรงใจ (ที่จริงอาจจะเกรงกลัวมากกว่า) นักการเมือง กระทั่งตัดสินอะไรสะเปะสะปะและถึงแก่กาลวินาศดังกล่าว จากนั้นเมื่อมีการยึดอำนาจในวันที่ 19 ก.ย. 2549 ก็มีการตั้ง กกต.ชุดใหม่ขึ้นมา โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (ซึ่งยังมีผู้ครหาว่า คมช.ใช่องค์อธิปัตย์หรือไม่) ที่มีการแก้อำนาจให้ดูน่ากลัวน้อยลง เพราะจะมีหน้าที่แค่พิจารณาให้ใบเหลืองหรือให้เลือกตั้งใหม่เท่านั้น แต่การถอดถอนเอาผิดหรือใบแดงต้องไปที่ศาล
ในย่อหน้าสุดท้ายนี้ก็คงต้องย้ำถึงท่านที่จะเป็น กกต.ชุดใหม่ทั้ง 5 ท่านว่า ท่านพร้อมจะมาช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศ เราหรือยัง ขออย่าได้เข้ามาเสวยสุขหรือกอบโกยลาภยศในตำแหน่งนี้ ด้วยการสร้างภาพและเอาตัวรอดไปวันๆ เพราะประชาชนจะต้องถามท่านว่า
“ท่านได้ช่วยกอบกู้ประเทศนี้แล้วหรือ?”







