
การเมืองครอบระบบราชการไทยพัง
โดย...ปริญญา ชูเลขา
โดย...ปริญญา ชูเลขา
การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงหลายกระทรวงในช่วงเวลานี้ ดูเหมือนว่าฝ่ายการเมืองได้ใช้อำนาจในฐานะฝ่ายบริหารเข้ามาล้วงลูกแต่งตั้งโยกย้ายดึงพรรคพวกของตัวเองเข้ามาทำงานกันตามอำเภอใจ เพื่อสร้างฐานอำนาจ ทุน ตุน เพื่อเตรียมการเลือกตั้งกันไว้แทบทุกกระทรวง ทบวง กรม
การแต่งตั้งโยกย้ายดังกล่าว ที่ไม่ได้คำนึงถึงความเสมอภาคในโอกาส ยึดหลักการใครเข้าถึงการเมืองได้มากกว่ากัน ใครกระเป๋าหนักกว่ากัน ย่อมบ่อนทำลายขวัญและกำลังใจข้าราชการที่มีอยู่ประมาณ 1.46 ล้านคน หรือ 288 หน่วยงานรัฐทั่วประเทศให้ทรุดต่ำลง
เนื่องจากว่าระบบราชการไทยถือเป็นเสมือนเครื่องยนต์ที่จะขับเคลื่อนนำพาชาติไปสู่การบริหารประเทศให้อยู่รอดและเจริญก้าวหน้าได้ แต่วันนี้เกิดปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม กล่าวคือ มีการแต่งตั้งบุคคลที่คุณสมบัติไม่ตรงตามคุณลักษณะเฉพาะสำหรับตำแหน่งนั้นๆ แต่กลับเป็นการเล่นพรรคเล่นพวก หรือแม้แต่ปัญหาการซื้อขายตำแหน่งเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ ยิ่งปัจจุบันระบบราชการไทยยังขาดกลไกในการตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของฝ่ายการเมืองที่แต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรม ย่อมเป็นช่องโหว่ทำให้ฝ่ายการเมืองยิ่งลุแก่อำนาจมากยิ่งขึ้นทุกที
ตัวอย่างการแต่งตั้งโยกย้ายที่สังคมไทยกังขาเมื่อครั้งการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย ที่มีการแต่งตั้งโยกย้ายแบบพิลึกจนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการคลอดโผผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อสนองฝ่ายการเมืองให้ได้ดั่งใจเพียงชั่วข้ามคืนถึงขนาดออกคำสั่งซ้อนๆ กัน ด้วยการโยกย้ายรวดเดียว 23 ตำแหน่ง แบ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด 14 ตำแหน่ง ผู้ตรวจ 3 ตำแหน่ง และโยกย้ายสลับเก้าอี้ 5 ตำแหน่ง
พิษการเมืองครั้งนี้ ทำให้ ธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล ผวจ.ตรัง ซึ่งย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ต้องลาออกจากชีวิตราชการ เพราะเห็นว่ารัฐบาลไม่ให้เกียรติข้าราชการระดับสูง โดยไม่ยอมระบุเหตุผลหรือความจำเป็นที่ต้องโยกย้ายไปเป็นผู้ตรวจทั้งๆ ที่เหลืออายุราชการเพียงปีเดียว แม้จะไม่ประกาศท้ารบรัฐบาล ด้วยการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง หรือคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.)
นอกจากนี้ ยังมีกรณี สันติ พร้อมพัฒน์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีคำสั่งเด้งฟ้าผ่า จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่จิรชัยเป็นลูกหม้อ สคบ.มากว่า 10 ปี โดยฝ่ายการเมืองไม่ให้เหตุผลแต่อย่างใดเช่นกัน
ความจริงหลักการสำคัญในการแต่งตั้งโยกย้าย ตามมาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ที่ฝ่ายการเมืองต้องยึดไว้เป็นหลักในการบริหารราชการแผ่นดิน การแต่งตั้งโยกย้ายต้องยึดถือความรู้ ทักษะ ความสามารถ ความเสมอภาค ความเป็นธรรม และประโยชน์ในทางราชการโดยไม่เลือกปฏิบัติ พร้อมกับต้องพิจารณาจากความดีความชอบจากผลงาน ศักยภาพ และพฤติกรรม มิใช่นำความคิดทางการเมืองมาประกอบการตัดสินใจ
แม้ว่าในทางกฎหมาย พ.ร.บ.ระเบียบว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จะมอบอำนาจให้ฝ่ายการเมืองมีอำนาจในการใช้ดุลพินิจได้เต็มที่ จะเด้งหรือแต่งตั้งโยกย้ายใครก็ได้ แต่ก็ต้องมีเหตุผลชี้แจงรองรับด้วย อาทิ ข้าราชการผู้นั้นปฏิบัติงานบกพร่องไม่เป็นที่ยอมรับของผู้ใต้บังคับบัญชา ข้าราชการผู้นั้นประสิทธิภาพและประสิทธิผลของผลงานต่ำ ข้าราชการผู้นั้นถูกร้องเรียนในเรื่องการบริหารงานและทุจริตคอร์รัปชั่น หรือมีพฤติกรรมทำให้เจ้าหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชาขาดขวัญและกำลังใจในการทำงาน
เหตุผลที่เป็นเช่นนั้น เพราะในกฎหมายข้าราชการพลเรือน ปี 2551 ระบุไว้ชัดเจนว่า อำนาจหน้าที่ของฝ่ายรัฐบาล หรือบทบาทของฝ่ายการเมืองต่อฝ่ายข้าราชการประจำ คือ กำหนดนโยบาย สนับสนุนทรัพยากรให้เหมาะสมเพียงพอ และกำกับ ควบคุม ตรวจสอบการดำเนินนโยบาย เนื่องจากอย่าลืมว่า ที่มาของข้าราชการประจำกับฝ่ายการเมืองแตกต่างกันอย่างมาก กล่าวคือ ฝ่ายข้าราชการประจำ ต้องผ่านระบบการสอบคัดเลือกเข้ามาด้วยระบบคุณธรรมโดยมีระเบียบ กฎเกณฑ์ ข้อบังคับ หรือบทลงโทษ และมีการกำหนดคุณสมบัติไว้ชัดเจนแน่นอน มีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งที่แน่นอน คือ เกษียณอายุราชการตอนอายุ 60 ปีเท่านั้น
แตกต่างจากฝ่ายการเมือง ตำแหน่งรัฐมนตรีที่ได้มาเป็นเพียง “สมบัติผลัดกันชม” แม้จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนเลือกตั้งเข้ามาทำหน้าที่ตัวแทนประชาชนในรัฐสภา หรือเป็นรัฐบาล 4 ปี หากไม่ยุบสภา หรือลาออก ย่อมสามารถบริหารประเทศอยู่ได้ แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ฝ่ายการเมืองแต่งตั้งโยกย้ายโดยหวังให้ข้าราชการประจำปฏิบัติหน้าที่เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาล และสร้างผลงานเพื่อเป็นฐานเสียงในการเลือกตั้ง หรือผลประโยชน์ของตัวเองเพียงเท่านั้น
ทั้งนี้ หากปรากฏการณ์เช่นนี้ยังคงเกิดขึ้นต่อไป ระบบราชการไทยจะเป็นง่อยหรือความเชื่อถือศรัทธาความไว้วางใจจากประชาชนจะเริ่มผุกร่อนลง เพราะ “ระบบอุปถัมภ์” จะเข้ามาแทนที่ “ระบบคุณธรรม” ในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ
ดังนั้น ต่อไปข้าราชการไทยจะทำงานอย่างไร้อุดมการณ์ ไร้จิตสำนึกสาธารณะหรือไร้จิตวิญญาณ เพราะจะคิดเพียงว่าถึงขยันทำงานไปเท่าไร ก็ไม่อาจเจริญเติบโตก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้หากไม่วิ่งเต้น หรือซื้อขายตำแหน่งจากฝ่ายการเมือง และการปฏิบัติหน้าที่ย่อมมุ่งเน้นทำงานตอบสนองนักการเมือง นักธุรกิจและผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก พร้อมที่จะกระทำสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกเหนืออำนาจรัฐ หรือไม่สุจริตในการใช้ดุลพินิจในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่ออำนาจ ตำแหน่ง และเงินทองเท่านั้น ต่อไปย่อมไม่มีคนดีคนเก่งทำงานในระบบราชการอีก ระบบราชการย่อมล่มสลายไปในที่สุด







