posttoday
การประคับประคองระบอบประชาธิปไตยตัวแทน

การประคับประคองระบอบประชาธิปไตยตัวแทน

27 กันยายน 2556

ระบอบประชาธิปไตยตัวแทน (Representative Democracy) เป็นระบบปกติทั่วไปของสากลโลกสมัยใหม่ เนื่องด้วยประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยไม่ได้ดำเนินการประชุมเพื่อการอภิปรายและออกข้อบัญญัติ หรือตรากฎหมายด้วยตนเอง อีกทั้งไม่ได้ดำเนินบริหารประเทศด้วยตนเอง และไม่ได้ตัดสินคดีความด้วยตนเองอีกด้วย

ระบอบประชาธิปไตยตัวแทน (Representative Democracy) เป็นระบบปกติทั่วไปของสากลโลกสมัยใหม่ เนื่องด้วยประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยไม่ได้ดำเนินการประชุมเพื่อการอภิปรายและออกข้อบัญญัติ หรือตรากฎหมายด้วยตนเอง อีกทั้งไม่ได้ดำเนินบริหารประเทศด้วยตนเอง และไม่ได้ตัดสินคดีความด้วยตนเองอีกด้วย

ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินการผ่าน “ตัวแทน” ซึ่งรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนในนามของพรรคการเมือง ทำการรณรงค์ โฆษณาประชาสัมพันธ์ และสมัครรับเลือกตั้งจนได้รับ “ชัยชนะ” เข้ามาเป็นตัวแทนทำหน้าที่ในโครงสร้างของสถาบันส่วนต่างๆ ของประเทศ เช่น เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และทำหน้าที่ในองค์กรปกครองท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศ เป็นต้น

ประเด็นปัญหาก็คือ ในระบบแบบนี้จะมีกลไกอะไรที่จะช่วยประคับประคองให้ระบอบประชาธิปไตยตัวแทนดังกล่าวข้างต้น (ซึ่งมีรูปแบบย่อยๆ ผันแปรออกไปได้อีก เช่น เป็นระบบรัฐสภา ระบบประธานาธิบดี ระบบกึ่งประธานาธิบดี ฯลฯ) ดำเนินการไปได้อย่างมั่นคงและมีความสถาพร โดยไม่มีการบิดเบี้ยวและเบี่ยงเบนไปเป็นอย่างอื่น

ซึ่งการบิดเบี้ยวและเบี่ยงเบนไปเป็นอย่างอื่นๆ นี้ สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกลุ่มผู้มีอำนาจ ซึ่งมักมีความหลงระเริงในอำนาจนั้น รวมทั้งในเรื่องของผลประโยชน์ซึ่งมีการคลุกเคล้าและปะปนอยู่ตลอดเวลาที่อยู่ในห้วงของการใช้อำนาจบริหารประเทศ รวมทั้งในการบริหารองค์กรที่ใช้อำนาจของสาธารณชน เช่น องค์กรปกครองท้องถิ่น

ในอดีตที่ผ่านมา เราอาจจะมีประสบการณ์ความเบี่ยงเบนและบิดเบี้ยวไปอันเนื่องมาจากกลุ่มผู้นำของกองทัพ ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องและโยงใยกับการเมืองการปกครองเป็นต้นมานับตั้งแต่การปฏิวัติ 2475 รวมทั้งบทบาทของกองทัพที่ขยายมากขึ้นอันเนื่องด้วยกองทัพได้เข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่สอง ตลอดมาจนถึงสงครามเย็น และสงครามต่อสู้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ทั้งในเขตภายในและภายนอกประเทศ

อย่างไรก็ตาม บทบาททางการเมืองของกองทัพนั้นได้ลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ ภายหลังสิ้นสุดสงครามเย็น และสงครามกับคอมมิวนิสต์ ซึ่งอาจจะมีข้อยกเว้นอยู่บ้าง ที่กองทัพอาจจะเข้ามา “แทรกแซงการเมือง” ก็ต่อเมื่อมีสภาวะสงครามกลางเมืองภายใน หรือมีภัยคุกคามต่อสถาบันของชาติอย่างรุนแรงและเห็นได้ชัดเท่านั้น

ฉะนั้น จึงเป็นปัญหาที่ค่อยๆ จำกัดวงให้แคบลงเหลือเฉพาะกลุ่มการเมือง หรือพรรคการเมืองที่เข้ามามีอำนาจในการบริหารประเทศโดยตรงว่าจะช่วยประคับประคองระบอบประชาธิปไตยตัวแทนให้มีวิวัฒนาการไปได้อย่างราบรื่นเรียบร้อยและมีความก้าวหน้ายิ่งๆ ได้หรือไม่

ผู้นำการเมือง กลุ่มการเมือง และพรรคการเมืองของไทยนั้นมีความชอบธรรมที่จะก้าวขึ้นมาบริหารประเทศอย่างมิพักต้องสงสัย เพราะมีฐานมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน กระนั้นก็ตาม การก้าวขึ้นมามีอำนาจที่จะบริหารนั้นเป็นช่วงหนึ่ง แต่การบริหารประเทศ หรือบริหารองค์กรจริงๆ นั้นเป็นอีกช่วงหนึ่ง ซึ่งทั้งสองช่วงเวลานั้นมีความเกี่ยวพันกับอำนาจและผลประโยชน์ในลักษณะที่แตกต่างกันอยู่พอสมควร

ความทะเยอทะยานในอำนาจ ความต้องการในอำนาจ อุดมการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ ลักษณะของผลประโยชน์ และความต้องการที่จะรักษาอำนาจและผลประโยชน์ไว้ให้ได้อย่างต่อเนื่อง น่าจะเป็นสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ผู้นำการเมืองและกลุ่มการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเอง มีพฤติกรรมที่บิดเบี้ยวและเบี่ยงเบนไปจากระบอบประชาธิปไตยตัวแทนได้ง่ายที่สุด

ประสบการณ์ของยุโรปก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง รวมทั้งการเมืองในทวีปละตินอเมริกาและแอฟริกาบางประเทศ รวมทั้งการเมืองและความขัดแย้งในการเมืองของไทยในช่วง 12 ทศวรรษที่ผ่านมา ก็น่าจะเป็นบทเรียนให้แก่เราว่า การเมืองในระบอบประชาธิปไตยตัวแทนนั้นสามารถล่มสลายหรือล้มละลายได้ด้วยพฤติกรรมของผู้นำ และกลุ่มผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งนั้นเอง

การตัดสินใจประกาศสงคราม การผนวกรวมดินแดน การตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ ที่กระทบต่อโครงสร้างหลักๆ ของประเทศ เช่น ยุบรวมอำนาจขององค์กร ฯลฯ เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นอิทธิฤทธิ์และเดชของผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งได้ทั้งสิ้น

ฉะนั้น ในระบอบประชาธิปไตยตัวแทน จึงจำเป็นต้องมีพลเมืองที่ชาญฉลาด และตระหนักรู้ว่าการเมืองในระบอบดังกล่าวจะมีความยั่งยืนได้อย่างไร เช่น ต้องตระหนักมากเป็นพิเศษว่า รัฐบาลที่สัญญาว่าจะช่วยสงเคราะห์ประชาชนในเรื่องนั้นเรื่องนี้ รัฐบาลจะเอาเงินมาจากไหน

ซึ่งความตระหนักรู้ของประชาชน จะเป็นกลไกเบื้องต้นของความยั่งยืนของระบอบตัวแทน มิฉะนั้นแล้ว ระบอบดังกล่าวก็สามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นอื่นๆ ได้ง่าย เช่น เป็นระบบธนาธิปไตย เป็นระบอบเผด็จการที่มีชื่อเรียกตามผู้นำของแต่ละประเทศ เป็นต้น

กระนั้นก็ตาม ประเทศที่มีบทเรียนและผ่านประสบการณ์ความบิดเบี้ยวและเบี่ยงเบนมาแล้ว เช่น สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และประเทศฝรั่งเศส เป็นต้น ก็ได้สร้างนวัตกรรมของการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ โดยองค์กรของศาลและองค์กรอิสระขึ้น ซึ่งประเทศไทยได้ถ่ายแบบคือยอมรับเอาระบบดังกล่าวมาใช้นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา

บทบาทขององค์กรและศาลที่มีชื่อเป็นพิเศษเหล่านี้ โดยหลักแล้วก็น่าจะช่วยเสริมพลเมืองที่แข็งขันและชาญฉลาดในการประคับประคองและรักษาความต่อเนื่องของระบอบประชาธิปไตยตัวแทน ซึ่งคงจะเป็นที่ขัดเคืองและขวางหูขวางตาของผู้นำและกลุ่มผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งที่ต้องการใช้อำนาจความเป็นตัวแทนของตนอย่างเต็มที่

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์