
รถคันแรก ฝืนกลไก จึงไปได้ไม่ไกล พร้อมบาทแผลทางเศรษฐกิจ
โครงการรถยนต์คันแรกของรัฐบาลชุดนี้เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 16 ก.ย. 2554 ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2555 โดยมีเป้าประสงค์ว่าจะช่วยให้ประชาชนสมหวังกับการเป็นเจ้าของรถยนต์คันแรกในชีวิต หมายถึงใครที่ยังไม่เคยลิ้มรสการเป็นเจ้าของรถยนต์ ก็จะสมใจคราวนี้เอง เป็นนโยบายที่หาเสียงไว้เมื่อคราวเลือกตั้ง 2 มิ.ย. 2554 และยังไม่นับรวมโครงการประชานิยมที่ประกาศกันรายวัน เมื่อออกไปตระเวนหาเสียง ทำเอาชาวบ้านร้านตลาดแอบดีอกดีใจว่าชีวิตจะสะดวกสบาย กินดีอยู่ดี มีรถยนต์ใช้ ขับชูคอ สมฝันสักครั้ง
โครงการรถยนต์คันแรกของรัฐบาลชุดนี้เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 16 ก.ย. 2554 ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2555 โดยมีเป้าประสงค์ว่าจะช่วยให้ประชาชนสมหวังกับการเป็นเจ้าของรถยนต์คันแรกในชีวิต หมายถึงใครที่ยังไม่เคยลิ้มรสการเป็นเจ้าของรถยนต์ ก็จะสมใจคราวนี้เอง เป็นนโยบายที่หาเสียงไว้เมื่อคราวเลือกตั้ง 2 มิ.ย. 2554 และยังไม่นับรวมโครงการประชานิยมที่ประกาศกันรายวัน เมื่อออกไปตระเวนหาเสียง ทำเอาชาวบ้านร้านตลาดแอบดีอกดีใจว่าชีวิตจะสะดวกสบาย กินดีอยู่ดี มีรถยนต์ใช้ ขับชูคอ สมฝันสักครั้ง
รถยนต์น่าจะนับว่าเป็นปัจจัยที่เหลือ นอกเหนือจากปัจจัยสี่เพื่อยังชีพ แต่เสียงโฆษณาบางรายอาจจะเจาะกันตรงๆ ว่าเป็นปัจจัยที่ห้าก็ตามเถอะ แต่นโยบายประชานิยมเรื่องนี้มีเรื่องน่าติดตามจากผลพวงที่ตามมาอีกมาก รัฐบาลไม่เคยฟังเสียงทัดทานจากฝ่ายใดเลย ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ ออกโรงมาแจงตัวเลขผลกระทบที่จะเกิดขึ้น แต่ก็ไม่เป็นมรรคผล รัฐบาลยังดึงดันออกนโยบายนี้ออกมาจนได้ จนเกิดสภาพรถติด ตันกันไปทั้งเมืองหลวง และผลลัพธ์ที่ตามมาอีกเป็นเงาตามตัว
คณะอนุกรรมาธิการนโยบายการเงินฯ จึงติดตามประเด็นเรื่องนี้ น่าสนใจครับ
เงื่อนไขสำคัญที่ออกมาเป็นเกณฑ์สำหรับประชาชนที่สนใจเข้าโครงการนี้ ต้องมีอายุ 21 ปีขึ้นไป และเป็นการซื้อรถยนต์ที่แสดงความเป็นเจ้าของคันแรก ที่ต้องครอบครองไว้ 5 ปี โดยจะได้รับเงินภาษีสรรพสามิตคืนจำนวน 100,000 บาท เมื่อเวลาผ่านไปแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี
ด้านเงื่อนไขของรถยนต์ที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการนี้ ต้องมีขนาด 1,500 ซีซี ขึ้นไป จะเป็น ปิกอัพ/กึ่งบรรทุก ผลิตในประเทศ ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท
ตื่นเต้นกันทั้งเมืองครับ ฝันของหลายคนถูกปลุกให้ตื่นว่าเกิดขึ้นจริงได้ ว่าเป็นเจ้าของรถยนต์ได้ ด้วยว่าเสมือนการซื้อได้ถูกลงหนึ่งแสนบาทต่อคัน เป็นโปรโมชันเราดีๆ นี่เองครับ ไม่ต่างจากนโยบายการตลาดของห้างสรรพสินค้า ที่เมื่อต้องการกระตุ้นยอดขาย ก็ลด แลก แจก แถม ก็ยอดทะลุเป้าทันที
แต่การกำหนดเป็นนโยบายของรัฐบาล ต่างไปจากการทำงานของภาคเอกชน เพราะจะส่งผลกระทบวงกว้างต่อเศรษฐกิจของประเทศ แน่นอนว่าย่อมมีคนได้มีคนเสียประโยชน์ แต่ประโยชน์ของชาติย่อมมาเป็นอันดับแรก
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมีประชาชนขอใช้สิทธิ 1,259,003 คน โดยมีเพียง 6,693 คน ที่คุณสมบัติไม่ตรงตามเงื่อนไข หรือคิดเป็น 99.46% ใช้สิทธิซื้อรถยนต์คันแรกนี้ได้
ผมมีตัวเลขรถยนต์ทั้ง 13 ยี่ห้อจากกรมสรรพสามิต ที่แยกแยะยี่ห้อรถยนต์ไว้ตามตาราง ดูแล้วพบข้อมูลจำนวนคันของยี่ห้อโตโยต้า กวาดออร์เดอร์ไปราว 1 ใน 4 มูลค่ากว่าสองหมื่นสองพันล้านบาท และมูลค่าทั้งโครงการราว 91,689 ล้านบาท
นึกย้อนเวลากลับไปเมื่อปลายปี 2554 สภาพน้ำท่วมใหญ่ รถยนต์หลายร้อยคันลอยฟ่อง ภาพจากมุมสูงแลเห็นหลังคาลิบๆ น่าใจหาย มาวันนี้การผลิตรถยนต์นับล้านคันออกมาวิ่งให้การจราจรเป็นอัมพาต เผาผลาญน้ำมันไปอย่างน่าใจหายเช่นกัน
โครงการนี้รัฐบาลใช้เงินงบประมาณปี 2556 จำนวน 7,280 ล้านบาท เงินคงคลัง 31,000 ล้านบาท และงบประมาณปี 2557 จำนวน 40,000 ล้านบาท กำลังของบประมาณเพิ่มอีก 13,440 ล้านบาท
เบ็ดเสร็จรัฐบาลใช้เม็ดเงินของแผ่นดินไป 92,688 ล้านบาท โดยคำนวณแบบสมการทางเศรษฐศาสตร์ว่า เงินงบประมาณของรัฐบาล 1 บาท จะช่วยกระตุ้นให้เกิดตัวทวีคูณจำนวน 1.5 บาท หรือเรียกกันว่า 1 ต่อ 1.5 และรัฐบาลจะได้รับภาษีจากอะไหล่รถยนต์ราว 20,000 ล้านบาท แต่ผลที่ตามมาน่าคิดว่าจะคุ้มค่า และเป็นแผลเรื้อรังเพียงใด
ข้อมูลจากผู้ประกอบการของทุกค่ายรถยนต์แสดงความคิดเห็นไปในทางเดียวกันว่า ธุรกิจรถยนต์ของพวกเขามีการเติบโตเป็นปกติอยู่แล้วราว 15-20% ต่อปี นโยบายรถคันแรกจึงไม่มีความจำเป็นกับธุรกิจรถยนต์เลย
ในทางตรงกันข้ามนโยบายรถคันแรกยังเป็นการดึงอุปสงค์ล่วงหน้าในอนาคตมาโหมเร่งในวันนี้ จนทำให้การผลิตเพิ่มจำนวน โดยไม่ใช่แผนงานกลยุทธ์ปกติขององค์กร ในปี 2555 มียอดผลิต 2.4 ล้านคัน และ 2.5 ล้านคัน ในปี 2556 เมื่อรวมยอดการผลิตตามนโยบายรถคันแรกกับยอดผลิตปกติ สิ่งที่ตามมาคือ บุคลากรในระบบ ระบบการส่งมอบ และปัญหาทางการเงินของลูกค้าตามมา พบว่ามีการยกเลิกใบจองในอัตราที่เพิ่มขึ้น จากไตรมาสแรกๆ ราว 10-15% มาถึงปัจจุบันขยับขึ้นมาเป็น 25%
นอกจากนั้นยังตามมาด้วยผลกระทบ เมื่อตัวแทนจำหน่ายขายไม่ออกหรือลูกค้ายกเลิกใบจอง จนสต๊อกเต็มโชว์รูม และส่งลูกระนาดไปยังตลาดรถมือสอง ที่มีสต๊อกล้นเต็นท์ ตอนนี้ต้องมีการบริหารรถจองที่ลูกค้ายกเลิกใบจองกันอย่างโกลาหล ด้วยแคมเปญเร่งระบายรถ และยังพบช่องโหว่อีกว่านโยบายนี้ไม่มีกำหนดการส่งมอบ เป็นปลายเปิด เมื่อจองแล้วต้องผลิต เมื่อลูกค้ายังไม่มารับก็ต้องมีสต๊อกบวมอยู่อย่างนั้น ส่งผลไปถึงการวางแผนผลิตรุ่นใหม่ๆ ที่จะตามมาอีกด้วย
หากเลือกได้ พวกเขาขอโตตามปกติของธุรกิจรถยนต์ หากย้อนเวลาได้ หากมีการทำประชาพิจารณ์ หรือขอความเห็นกันก่อน พวกเขาคัดค้าน ไม่ควรมีนโยบายนี้
นโยบายรถคันแรกปิดการจองลงแล้ว ด้วยตัวเลขการจองรถยนต์นับล้านคัน ไม่แปลกที่ยิ่งเพิ่มปัญหาการจราจร เพราะรถยนต์ส่วนใหญ่กว่า 70-80% อยู่ในกรุงเทพมหานคร แต่ถนนหนทางยังมีเท่าเดิม เมืองหลวงของไทยจึงติดอันดับแชมป์เมืองรถติด เผาเชื้อเพลิง เกิดควันพิษ ขาดดุลเงินไหลออกเพราะต้องนำเข้าน้ำมัน เป็นภาระการผ่อนรถ เพิ่มหนี้ครัวเรือน ลดกำลังซื้อ
นี่ยังไม่รวมการฟ้องร้อง การยึดรถ ที่อาจตามมาอีกในอนาคต รัฐบาลควักเงินไปกว่าเก้าหมื่นล้าน หากไม่มีนโยบายนี้เงินจำนวนดังกล่าวก็ยังอยู่ และอาจนำไปพัฒนาประเทศในโครงการอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ของชาติได้อีกมากมาย
มองมุมใด มิติไหน ผมและผู้ที่เข้ามาชี้แจงในคณะอนุกรรมาธิการฯ ก็เห็นตรงกันว่า มีแต่ผลเสียกับประเทศชาติ นโยบายแบบนี้ประชา(ไม่)นิยมนะครับ







