
จำนำข้าวร้าวหนักขาดทุนก้อนโตเงินขาดมือก้อนใหญ่
ถึงนาทีนี้ไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่ดำเนินการมา 2 ปี 4 ฤดูการผลิต อยู่ในอาการโคม่า
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ถึงนาทีนี้ไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่ดำเนินการมา 2 ปี 4 ฤดูการผลิต อยู่ในอาการโคม่า ไม่ว่าจะใช้หมอใหญ่เก่งกาจขนาดไหนก็ไม่สามารถช่วยให้อาการดีขึ้น
การเดินหน้ารับจำนำข้าวเปลือกตันละ1.5 หมื่นล้านบาท เพราะกลัวเสียคะแนนทางการเมือง ทำให้รัฐบาลต้องแบกขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวบักโกรกจากราคาที่รับจำนำสูงกว่าราคาตลาดเกือบเท่าตัว
จากข้อมูลของรัฐบาลที่เปิดเผยออกมาก็เห็นชัดว่า การดำเนินโครงการรับจำนำข้าว2 ปี 4 ฤดูการผลิต ใช้เงินไปแล้วถึง 6.7 แสนล้านบาท เกินกว่ากรอบที่มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดไว้ว่าไม่ให้เกิน 5 แสนล้านบาท โดยการซิกแซ็กออกมติ ครม.เพิ่มเติมให้ใช้เงินของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำรองจ่ายในส่วนที่เกินไปก่อน ไม่ต้องเสนอขอขยายกรอบเงินกู้ใหม่
ขณะที่การปิดบัญชีขาดทุนก็ไม่มีมาตรฐาน ดำเนินโครงการมา 2 ปี แต่เพิ่งปิดบัญชีได้แค่ถึงวันที่ 31 ม.ค. 2556 ซึ่งเป็นการปิดบัญชีเฉพาะแค่การจำนำในปีแรก 2 ฤดูการผลิต มีผลขาดทุนถึง 1.3 แสนล้านบาท คิดเป็น 3738% ของเงินที่ใช้รับจำนำ 3.37แสนล้านบาท
ที่สำคัญการปิดบัญชีรอบใหม่ถึงวันที่ 31 ม.ค. 2556 ก็ยังไม่สามารถปิดได้ เพราะหน่วยงานที่ดูแลข้อมูลข้าวในสต๊อกไม่ยอมส่งข้อมูลให้คณะอนุกรรมการปิดบัญชี ที่มี สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดคลัง เป็นประธาน เพราะมีปมร้อนข้าวล่องหนหายไปถึง 1 ล้านตัน ที่ไม่สามารถชี้แจงได้ว่าหายไปได้อย่างไร
เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้โครงการรับจำนำข้าวเจอวิบากกรรมหนักหนาสาหัส ทั้งผลขาดทุนจากโครงการรับจำนำรอบใหม่ที่สูงเพิ่มขึ้นเป็นอีกเท่าตัวจากตัวเลขที่มีการเปิดเผยออกมาก่อนหน้านี้
ปัญหาที่ตามมาคือ โครงการอยู่ในภาวะถังแตก ไม่มีเงินมาหมุนรับจำนำรอบใหม่ที่ต้องใช้เงินถึง 2.7 แสนล้านบาท ยังไม่รวมกับวิกฤตของโครงการที่มีการทุจริตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และอยู่ระหว่างการดำเนินการของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบเอาผิดกับรัฐบาล
วิกฤตที่เกิดขึ้นทำให้เกิดปัญหารอยร้าวอย่างหนักของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่พยายามโยนเผือกร้อนออกจากตัวเองให้มากที่สุด ทำให้โครงการรับจำนำข้าวอลเวงเหมือนเรือที่ถูกปล่อยให้เจอคลื่นลมอยู่กลางทะเล
จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยออกมาว่า การรับจำนำข้าว 2 ปี 4 ฤดูการผลิตที่ผ่านมา มีการรับจำนำข้าวเปลือกมาแล้ว 44 ล้านตันข้าวเปลือก สีแปรเป็นข้าวเปลือกได้27 ล้านตัน สามารถระบายออกไปได้แล้ว11.7 ล้านตัน นำเงินส่งคืนให้ ธ.ก.ส.ได้1.3 แสนล้านบาท
สะท้อนให้เห็นว่า การระบายข้าวสารของรัฐบาลได้ราคาตันละ 1.1 หมื่นบาทเท่านั้น คิดแล้วขาดทุนไปกว่าตันละ 1 หมื่นบาท เมื่อคิดจากราคาจำนำข้าวเปลือกตันละ 1.5 หมื่นบาท เมื่อแปรเป็นข้าวสารก็ต้องมีราคาตันละไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นบาท
เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้ประมาณการได้ว่าข้าวสารที่เหลืออยู่อีก 15.8 ล้านตัน เป็นข้าวสารที่มีภาวะผูกพันและรอส่งมอบ 5 ล้านตัน และยังอยู่ระหว่างรอการขายอีก 10.8 ล้านตันจะมีปัญหาขาดทุนไม่น้อยกว่าการระบายข้าวในช่วงที่ผ่านมา
ซึ่งหากกดลูกคิดกลมๆ ก็จะพบว่าการขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวจะสูงถึง 50% ของเงินที่ใช้ในการรับจำนำ เพราะมีทั้งส่วนที่ขาดทุนจากราคาขาย ค่าเช่า ค่าบริหารจัดการ ต้นทุนเงินกู้ และค่าเสื่อมสภาพ ซึ่งหมายความว่าใน 2 ปี 4 ฤดูการผลิต ที่ใช้เงินไป 6.7 แสนล้านบาท จะมีผลขาดทุนจากการดำเนินการ 3.35 แสนล้านบาทเลยทีเดียว
ว่าไปแล้วตัวเลขดังกล่าวก็สอดคล้องกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) ออกมาระบุว่า การรับจำนำของรัฐบาลจะขาดทุนถึง 4 แสนล้านบาท เพราะมองว่ารัฐบาลจะระบายข้าวไม่ได้ ซึ่งข้าวที่เก็บไว้นานยิ่งขาดทุนมากขึ้นเท่านั้น
นอกจากนี้ หากย้อนกลับไปดูการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวของอนุกรรมการที่มีสุภา ที่ผ่านมาเบื้องต้นพบว่า มีการขาดทุนถึง2.6 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการปิดบัญชีของ 3 ฤดูการผลิต เพราะขณะนั้นการรับจำนำยังอยู่ในรอบการรับจำนำฤดูการผลิตรอบที่ 4 แต่ตัวเลขขาดทุน 2.6 แสนล้านบาท ถือเป็นหลักฐานที่ประจานความล้มเหลวของรัฐบาลได้อย่างดี
ขณะที่ประโยชน์ที่ตกถึงมือชาวนา ทีดีอาร์ไอ ทำการวิจัยออกมาว่า ชาวนายากจนได้ประโยชน์จากเงินที่ใช้ในโครงการรับจำนำมีเพียง 13% เท่านั้น ที่เหลือ 83% ตกอยู่ในมือของชาวนาที่มีฐานะ นายทุนเจ้าของโรงสี และนักการเมือง ก็ยิ่งเป็นหอกทิ่มใส่รัฐบาลว่าโครงการรับจำนำเอื้อพวกพ้องมากกว่าชาวนายากจน
ไม่เพียงเท่านั้น การที่รัฐบาลบีบให้คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำทำตัวเลขขาดทุนเฉพาะ 2 ฤดูการผลิต หวังหมกตัวเลขขาดทุนบางส่วนไว้ใต้พรม เพื่อให้ตัวเลขขาดทุนที่เปิดเผยออกมาต่ำกว่าเป็นจริง และพยายามอ้างว่าตัวเลขขาดทุน 2.6 แสนล้านบาท คลาดเคลื่อนและถูกลากมาจนถึงสิ้นปีก็ยังปิดไม่ได้
แต่มาถึงวันนี้ดูเหมือนว่าผลการขาดทุนโครงการรับจำนำข้าวที่รัฐบาลพยายามบิดเบือน จะเป็นความจริงเสียแล้ว และความกลัวที่ความจริงจะเปิดเผยมีตัวเลขขาดทุนหลายแสนล้านบาท ได้สร้างรอยร้าวของกระทรวงการคลังในฐานะที่ดูแลการปิดบัญชีกับกระทรวงพาณิชย์ ตลอดจนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กำกับดูแลองค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ที่ไม่ยอมส่งข้อมูลระบายข้าวและข้าวสารในสต๊อกให้กับกระทรวงการคลัง
นอกจากนี้ ในการหาเงินรับจำนำข้าวรอบใหม่ 2.7 แสนล้านบาท รอยร้าวจากการหาเงินมาใช้จำนำของทั้ง 3 หน่วยงานกลายมาเป็นปมขัดแย้งใหม่ เพราะแม้ว่ากรอบวงเงินดำเนินการจะผ่านความเห็นชอบจาก ครม.แล้ว
แต่ ครม.กลับไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าเงินที่จะมาใช้จำนำจะมาจากแหล่งไหน เพราะโครงการถังแตกขาดทุนหนัก ทำให้ไม่มีเงินมาดำเนินการรอบใหม่
ยิ่งเมื่อพลิกไปดูมติ ครม.มีการระบุว่า การรับจำนำต้องไม่เกิน 5 แสนล้านบาท ส่วนเงินสำรองจ่ายของ ธ.ก.ส. 1.7 แสนล้านบาท จะต้องระบายข้าวมาใช้เพื่อกดให้เงินที่ใช้ในโครงการไม่เกิน 5 แสนล้านบาท ภายในสิ้นปีนี้
แต่เงื่อนไขเพียงแค่นี้ก็ทำให้รัฐบาล โดยเฉพาะคนกระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ ก็หืดจับแล้ว เพราะลำพังเงินที่ขายข้าวได้ก็ต้องนำไปใช้คืนหนี้เก่า
ส่วนการรับจำนำรอบใหม่ 2.7 แสนล้านบาท ที่จะต้องเริ่มโครงการในเดือน ต.ค.นี้แล้ว ยังไม่รู้จะหาเงินมาจากไหน ทำให้ ธ.ก.ส.ต้องวิ่งวุ่นให้รัฐบาลรีบเคาะว่าจะใช้เงินจากส่วนไหน เพราะแม้ว่าในช่วงเริ่มโครงการจะใช้เงินไม่มาก แต่ ธ.ก.ส.ก็หมดเงินที่จะมาสำรองจ่ายให้รัฐบาลอีกต่อไปแล้ว
ปฏิกิริยาที่ชัดเจนเห็นจะเป็นท่าทีของทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ประธาน ธ.ก.ส. ออกมากดดันให้กระทรวงการคลังเปิดวงเงินกู้ใหม่อีก 2.7 แสนล้านบาท เพื่อมาใช้รับจำนำรอบใหม่
แต่คนกระทรวงการคลังก็ขัดขากันเอง เมื่อ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ก็เหยียบเบรกทันทีว่าทำไม่ได้ เพราะมติ ครม.ให้ใช้เงินกู้ไม่เกิน 5 แสนล้านบาท รวมถึงวงเงินที่ค้ำประกันได้ก็เหลือไม่ถึง 2.7 แสนล้านบาท
กระทรวงการคลังจึงต้องกระทุ้งให้กระทรวงพาณิชย์เร่งระบายข้าวเพื่อนำเงินมาใช้รอบใหม่ แต่ใช่ว่าจะสมดังคิด เพราะกระทรวงพาณิชย์ก็มีปัญหาระบายข้าวไม่ได้เช่นกัน
อีกทั้งยิ่งระบายมากเท่าไร ความจริงยิ่งโผล่ว่าขาดทุนมหาศาล ไม่รวมกับข้าวที่ล่องหนหายไปที่ไม่รู้จะชี้แจงอย่างไร
แม้แต่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ออกมาระบุว่า การรับจำนำข้าวรอบใหม่จะไม่กู้เพิ่ม จะใช้เงินจากการระบายข้าวเท่านั้น ก็ยังสวนทางกับที่เปลี่ยนใจรายวันของกิตติรัตน์ เพราะบางวันบอกกู้รอบใหม่ได้ บางวันบอกกู้ไม่ได้ ยังคงแทงกั๊กอย่างที่เห็น ครั้นจะไปถามจี้ใจ กิตติรัตน์ ก็แสดงอาการฉุนเฉียวให้เห็น
เงื่อนปมเหล่านี้ ส่งผลให้โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลตกอยู่ในสภาพวิกฤต จากผลขาดทุนก้อนโตที่ปิดไม่มิด การหาเงินมาจำนำรอบใหม่ชักหน้าไม่ถึงหลัง การทำงานของหน่วยที่เกี่ยวข้องแทนที่จะประสานงานกลับกลายเป็นประสานงา เพราะโครงการรับจำนำข้าวที่เคยเป็นนโยบายชิ้นโบแดง กำลังเป็นผลงานชิ้นโบดำของรัฐบาลนั่นเอง







