posttoday
ประชาชนเป็นคน"จ่าย"

ประชาชนเป็นคน"จ่าย"

26 กันยายน 2556

นอกจากประเทศชาติเสียโอกาสไปแล้ว2ปี ประชาชนยังไม่ได้อะไรจากรัฐบาลชุดนี้ซ้ำยังต้องจ่ายให้กับการบริหารที่ล้มเหลวของรัฐบาลด้วย

โดย...ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

น้องเมย์ “รัชนก อินทนนท์” ซึ่งคว้าแชมป์โลกหญิงแบดมินตัน และทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยเพิ่งคว้าแชมป์เอเชียมาได้ ได้สร้างความสุขให้กับคนไทยที่กำลังมีความทุกข์จากข้าวของแพงขึ้น จากความล้มเหลวในการบริหารงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่มีทั้ง “โกง กิน โกหก เผด็จการ”

บางคนเรียกว่าเป็นรัฐบาลที่ยอดแห่งการโกหก ตอแหล น้องเมย์และทีมวอลเลย์บอลหญิงนี่คือ “สมาร์ทเลดี้” ตัวจริง สิ่งที่เราควรเรียนรู้จากเธอเหล่านี้คือ เธอเคยแพ้มาก่อน แต่ก็มุมานะพยายามฝึกฝนจนประสบความสำเร็จได้ในที่สุด เป็นอุทาหรณ์ให้กับคนไทยทั้งหลายที่ชักจะท้อ ต้องไม่ท้อถอย ไม่ยอมแพ้ ในการต่อสู้กับเผด็จการประชาธิปไตย ต้องใช้ “สงครามอสมมาตร” ใช้พลังที่น้อยกว่าพลิกกลับมาเอาชนะพลังที่มากกว่า เข้มแข็งกว่า เหมือนกับพลังของประชาชนต่อต้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์ จากที่เริ่มต้นเพียง 3 คน เดินกันมาจนมีคนมาสมทบประมาณ 2 หมื่นคน เมื่อมาถึงหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นเป้าหมายสุดท้าย

ความเป็นไปของบ้านเมืองในสัปดาห์ที่แล้วและสัปดาห์นี้ไปรวมศูนย์อยู่ที่รัฐสภา เมื่อรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยเร่งรัดผลักดันร่างกฎหมาย 4 ฉบับ คือ (1) พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2557 (2) พ.ร.บ.นิรโทษกรรม (3) การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ว่าด้วยที่มาของวุฒิสมาชิก (4) พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท และ (5) การแถลงผลงานรอบ 1 ปี ของรัฐบาลในสัปดาห์นี้

การผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณประจำปีเป็นเรื่องปกติ เพราะรัฐบาลต้องมีงบประมาณในการบริหารประเทศ แต่ที่น่าสังเกตคือแม้การตัดทอนงบที่หน่วยงานเสนอขึ้นมาเป็นเรื่องปกติ แต่ปีนี้มีการตัดงบของศาลและองค์กรอิสระอย่างผิดสังเกตจนศาลและองค์กรอิสระบางแห่งแทบทำงานไม่ได้ ซึ่งวิเคราะห์ได้ว่าเป็น “การแสดงพลัง” ของรัฐบาลที่คุมงบประมาณของส่วนราชการทั้งฝ่ายบริหารนิติบัญญัติและตุลาการ และต้องการสื่อให้เห็นว่า หากหน่วยงานใดไม่ทำตัวอยู่ในอาณัติของรัฐบาลก็ต้องโดนแบบนี้แหละ โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อองค์การและประเทศชาติ

การเร่งรัดเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ช่วยคนเผาบ้านเผาเมืองและบาดเจ็บล้มตายช่วยให้รัฐบาลชุดนี้ขึ้นสู่อำนาจ เป้าหมายหลักที่ซ่อนไว้คือ การช่วยแกนนำและผู้สั่งการให้พ้นผิดและได้กลับบ้านโดยเร็ว เพราะนายใหญ่ชักไม่มีที่ไปแล้ว ถึงกับมีการสั่งให้กระทรวงต่างประเทศเร่งทำเรื่องการยกเลิกวีซ่าให้เสร็จภายใน 1 วัน เป็น “การทำลายอำนาจตุลาการ” ของประเทศโดยสิ้นเชิง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของวุฒิสมาชิกเป็นการพยายามในการ “ยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ” ที่เป็นก้าวแรกจะเข้าไปมีอิทธิพลเหนือศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง องค์การอิสระ เช่น ป.ป.ช. และ กกต. เพื่อจะอยู่ในอำนาจได้อีกหลายสมัย

การผลักดัน พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท วัตถุประสงค์แอบแฝงคือ “การหาทุน” เตรียมไว้สำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป ที่มีการพูดกันภายในว่า หากได้เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท และเงินบริหารน้ำอีก 3.5 แสนล้านบาท ไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งกี่ครั้งก็ไม่มีพรรคไหนจะสู้กับพรรคนี้ได้ เพราะพรรครัฐบาลจะมีเงินมากที่สุดที่จะใช้ซื้อเสียงและสามารถยึดครองการเป็นรัฐบาลไปได้อีกหลายสมัย

การกู้เงินนั้นรัฐบาลสามารถทำได้ แต่คำถามคือกู้มาเพื่ออะไร คุ้มค่าการลงทุนหรือไม่ มีขีดความสามารถจะใช้คืนหรือไม่ วิธีการกู้ถูกต้องหรือไม่ ผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่การกู้เงินของรัฐบาลชุดนี้ส่อแววผิดปกติทั้งการกู้ 2.2 ล้านล้านบาท และ 3.5 แสนล้านบาท เพราะหาทางหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ แสดงว่าเตรียมการ “เขมือบ” กันเต็มที่เพื่อหาทุน แต่ประเทศชาติและประชาชนต้องเป็นคน “จ่าย”

รัฐบาลหลีกเลี่ยงแถลงผลงานตลอดมา เพราะรู้ดีว่าประสบความล้มเหลวมากกว่าสำเร็จในนโยบายที่หาเสียงกับประชาชนและแถลงต่อรัฐสภา จนกระทั่งคุณวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญออกมาพูดในปาฐกถาพิเศษฟันธงอย่างไม่เกรงใจว่า รัฐบาลได้ทำผิดรัฐธรรมนูญในหลายเรื่องรวมทั้งการไม่แถลงผลงานประจำปีต่อรัฐสภา รัฐบาลจึงตาหูเหลือก|รีบออกมาแถลงผลงานรอบ 1 ปี ทั้งที่บริหารประเทศไปแล้ว 2 ปีเต็ม โดยทั่วไปรัฐบาลทุกประเทศหากมีผลงานก็อยากแถลงให้ประชาชนรู้ แต่นี่กลับบ่ายเบี่ยงมาตลอด แสดงว่ามีอะไรผิดปกติที่ต้องออกมาแถลงครั้งนี้เพราะเป็นไฟต์บังคับ

แน่นอนคนที่เขียนสคริปต์ให้นายกรัฐมนตรีอ่านหรือท่องจำก็ต้องเขียนสิ่งดีๆ ทั้งที่ในใจก็รู้ดีว่ารัฐบาลล้มเหลวหลายเรื่องจะเขียนว่าล้มเหลวก็ไม่ได้ ดังนั้น จึงต้องเขียนในสิ่งดีๆ เข้าไว้และใช้วิธี เล่นคำให้นายกรัฐมนตรีพูดหลอกตัวเองและหลอกประชาชนไปพร้อมกัน เพื่อนๆ ที่ติดตามผลงานรัฐบาลและรู้เรื่องดี พอฟังการแถลงของนายกรัฐมนตรีเสร็จแล้วหัวเราะงอหายว่า ผู้นำของเราช่างโกหกได้อย่างหน้าตาเฉย เพื่อนชาวอีสานคนหนึ่งฟังแล้วขออนุญาตพูดเป็นภาษาลาวว่า “ข้อยอยากจะฮาก” คงมีคนกลุ่มเสื้อแดงเท่านั้นกระมังที่เชื่อตามที่นายกรัฐมนตรีแถลง เรา “ภาคประชาสังคม” ซึ่งไม่มีผลประโยชน์ทางการเมืองได้ใช้ข้อมูลของทางการมาวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมา

สรุปได้ว่า รัฐบาลประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการบริหารนโยบายทั้งเร่งด่วนและนโยบายพื้นฐานที่หาเสียงกับประชาชนและที่แถลงต่อรัฐสภาก่อนเข้าบริหารประเทศ สิ่งที่เราสรุปมานี้ไม่ได้เกินจากความเป็นจริงแต่อย่างใด ทั้งการสร้างประชาธิไตยจอมปลอม การคุกคามต่อสิทธิการรับรู้และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของคนที่เห็นต่าง การจำกัดพื้นที่ทางการเมืองของเสียงข้างน้อย เศรษฐกิจมหภาคหดตัว ประเทศชาติเสียหาย ทำลายดุลยภาพของโครงสร้างอำนาจอธิปไตย ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการบริหารที่ล้มเหลวของรัฐบาล

บรรดาผู้รู้คอลัมนิสต์ในสื่อต่างๆ รวมทั้งผู้เขียนได้เขียนบทความเตือนรัฐบาลตลอดมาด้วยความหวังดี คล้ายกับเป็นกระจกเงาให้รัฐบาลส่องดู หากมีอะไรน่าเกลียดก็หาทางแก้ไขให้ดีขึ้น แต่นอกจากรัฐบาลไม่ยอมแก้ไขแล้ว กลับโกรธและกล่าวหาว่าคนที่วิจารณ์เป็นพวกเดียวกับฝ่ายค้านที่คิด “ล้มรัฐบาล” เสียอีก บางทีพาลไป “ทุบกระจก” แตกไปเลย นี่เป็นวิธีแก้ปัญหาของรัฐบาล เพราะเชื่อมั่นในเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภา รัฐบาลเชื่อมั่นว่าคุมทหาร ตำรวจ ข้าราชการ ภาคเอกชน คุมสื่อได้ ยิ่งถ้าได้ทุนจากการเบียดบังโครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท และ 3.5 แสนล้านบาทมาแล้ว พวกเขาคิดว่าเลือกตั้งเมื่อไร กี่ครั้ง พวกเขาก็จะชนะการเลือกตั้งทุกครั้ง พวกเขาเชื่อว่าไม่มีใครที่จะล้มรัฐบาลได้ แทนที่จะเร่งแก้ปัญหาของประชาชนกลับมุ่งแก้ปัญหาของตนเองมากกว่า

นอกจากประเทศชาติ “เสียโอกาส” ไปแล้ว 2 ปี ประชาชนยังไม่ได้อะไรจากรัฐบาลชุดนี้ซ้ำยังต้อง “จ่าย” ให้กับการบริหารที่ล้มเหลวของรัฐบาลด้วย ตัวเราและลูกหลานต้องใช้หนี้ไปอีกกว่า 50 ปี เรื่องใหญ่ๆ แบบนี้ถามประชาชนบ้างไหม? ทำไมไม่ทำ “ประชามติ” แบบที่ต่างชาติเขาทำกัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท