posttoday
พท.เสี่ยงตกม้าตายแก้รธน.

พท.เสี่ยงตกม้าตายแก้รธน.

26 กันยายน 2556

การเมืองในบริบทการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของ สว.กำลังเข้าสู่หัวโค้งที่สำคัญ

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

การเมืองในบริบทการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของ สว.กำลังเข้าสู่หัวโค้งที่สำคัญ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติ 5 ต่อ 2 รับคำร้องของ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สว.สรรหา และวิรัตน์ กัลยาศิริ สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ รับไว้พิจารณา ซึ่งเป็นคำร้องที่ขอให้ศาลวินิจฉัยว่าการแก้ไขกระบวนการได้มา ซึ่ง สว.เข้าข่ายล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

อย่างไรก็ตาม คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาเมื่อวานนี้ ไม่ได้มีผลต่อการนัดประชุมรัฐสภาที่เตรียมลงมติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 28 ก.ย. เนื่องจากคณะตุลาการศาลไม่สั่งให้รัฐสภาชะลอการลงมติในวาระ 3 ออกไปก่อนจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

แต่ถึงพรรคเพื่อไทยจะตีปี๊บเริงร่ากับทางสะดวกภายหลังศาลไม่เบรกเกมเสิร์ฟเหมือนกับเมื่อครั้งแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2555 ทว่าก็ยังหนีไม่พ้นการขึ้นสังเวียนศาลรัฐธรรมนูญเพื่อต่อสู้อีกอยู่ดี

พลิกดูคำร้องของฝ่ายค้านและกลุ่ม 40 สว.ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญล้มการรื้อวุฒิสภามีด้วยกัน 4 คำร้อง ได้แก่ 1.คำร้องของ “รสนาโตสิตระกูล” สว.กรุงเทพมหานคร 2.เดชอุดม ไกรฤทธิ์ สว.สรรหา และคณะ 3.พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สว.สรรหา และคณะ และ 4.วิรัตน์ กัลยาศิริ สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ และคณะ ซึ่งแต่ละคำร้องได้กล่าวหาพรรคเพื่อไทยและ สว.ที่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยข้อหาฉกรรจ์แทบทั้งสิ้น

จากคำร้องดังกล่าวได้มีการตั้งประเด็นหลักเอาไว้ 2 ส่วน ที่ต้องการอธิบายว่าเหตุใดการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ สว.ครั้งนี้ถึงเข้าข่ายเป็นการกระทำ เพื่อล้มล้างการปกครองและการให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองโดยมิชอบ

ส่วนที่ 1 กระบวนการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมิชอบ

ในประเด็นนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความบกพร่องเกี่ยวกับการใช้เอกสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภาที่มีเหตุสงสัยว่าจะขัดกับข้อบังคับการประชุมรัฐสภาและรัฐธรรมนูญ

เริ่มตั้งแต่ “การกำหนดวันแปรญัตติ” กล่าวคือ การประชุมรัฐสภาเพื่อรับหลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 1 เมื่อวันที่ 4 เม.ย.ได้เกิดเหตุองค์ประชุมล่ม ทำให้ไม่สามารถกำหนดวันแปรญัตติ เพื่อให้ สส.และ สว.เสนอแก้ไขถ้อยคำในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่ปรากฏว่าได้มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) เพื่อพิจารณาเป็นรายมาตราก่อนที่จะมาประชุมรัฐสภา เพื่อกำหนดวันแปรญัตติอีกครั้ง

ฝ่ายค้านและกลุ่ม 40 สว.เห็นตรงกันว่ารัฐสภาได้ดำเนินการข้ามขั้นตอนตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 291 กำหนดไว้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องดำเนินการทีละวาระจนครบ 3 วาระ

หมายความว่ารัฐสภาจะต้องพิจารณาในแต่ละวาระให้เกิดความสมบูรณ์ก่อนถึงจะไปพิจารณาในวาระถัดไปได้ แต่ในทางปฏิบัติรัฐสภากลับมีการนัดประชุมคณะ กมธ. ทั้งที่การพิจารณาในวาระที่ 1 ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะยังไม่ได้กำหนดวันแปรญัตติ จึงอาจถือได้ว่ารัฐสภาไม่ได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ

เช่นเดียวกับ “การใช้เสียงข้างมากหักดิบเสียงข้างน้อย” เนื่องจากใช้เสียงข้างมากมีมติตัดสิทธิการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาในวาระที่ 2

การใช้เสียงข้างมากหักดิบดังกล่าวของพรรคเพื่อไทยนับว่าเป็นเรื่องที่มีความอ่อนไหวอยู่พอสมควร เพราะเอกสิทธิ์การอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาได้รับการคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญมาตรา 130 ซึ่งบัญญัติว่า “...สมาชิกผู้ใดจะกล่าวถ้อยคำใดในทางแถลงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็นหรือออกเสียงลงคะแนน ย่อมเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด...”

หากตีความตามตัวอักษรย่อมอาจมองได้ว่า การที่พรรคเพื่อไทยอาศัยอำนาจตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภาตัดสิทธิการอภิปรายของ สส.และ สว. เพื่อให้ลงมติในรายมาตราขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 130

ขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านยังได้ตั้งประเด็น “เสียบบัตรลงมติแทนกัน” มาเป็นอีกข้อหาหนึ่งสำหรับการล้มกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ภายหลังพรรคประชาธิปัตย์มีหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอว่ามี สส.พรรคเพื่อไทย ได้เสียบบัตรลงมติเห็นชอบแทน สส.คนอื่นที่ไม่อยู่ในห้องประชุม ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้ส่งหลักฐานให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาไปแล้ว

ฝ่ายค้านยกเหตุผลว่าการลงคะแนนในลักษณะดังกล่าวขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 126 ที่กำหนดให้สมาชิกรัฐสภามีเพียงเสียงเดียวในการลงมติ แต่การนำบัตรของ สส.คนอื่นมาลงมติแทนเท่ากับว่าได้ใช้สิทธิออกเสียงเกินสิทธิที่ตัวเองมี

พฤติการณ์ลักษณะนี้ในอดีตเมื่อปี 2549 ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้ง สส.เป็นโมฆะมาแล้ว เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดรูปแบบการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างไม่เป็นความลับตามกฎหมายกำหนด

ส่วนที่ 2 เนื้อหาในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ ฝ่ายค้านและกลุ่ม 40 สว.ได้หยิบประเด็นหลักที่เป็นสาระสำคัญในการต่อสู้คือ การกระทำที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ ผ่านการใช้เสียงข้างมากแก้ไขถ้อยคำในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 4 ประเด็น ดังนี้

1.การเปิดโอกาสให้ สว.เลือกตั้งในปัจจุบันสามารถลงเลือกตั้งได้หลังจากสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งจากเดิมที่รัฐธรรมนูญห้ามเอาไว้

2.แก้ไขให้บุพการี คู่สมรส หรือบุตรของ สส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองลงสมัคร สว.ได้แบบไม่มีเงื่อนไข และเปิดช่องให้มี “สภาผัวสภาเมีย”

3.ให้บุคคลที่พ้นสภาพจากการเป็นรัฐมนตรี สส. หรือผู้บริหารท้องถิ่น ลงเลือกตั้ง สว.ได้โดยไม่ต้องเว้นวรรค 5 ปี จากเดิมที่ได้ห้ามเอาไว้

4.การบัญญัติให้ สว.สรรหาสิ้นสุดสมาชิกภาพทันทีที่ สว.เลือกตั้งชุดใหม่เข้ารับหน้าที่ ซึ่งเดิมในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐสภารับหลักการในวาระที่ 1 ได้กำหนดให้ สว.สรรหาทำหน้าที่ต่อไปได้จนกว่าจะครบวาระในปี 2560

จะเห็นได้ว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดใน 2 ส่วนดังกล่าวนั้นค่อนข้างมัดพรรคเพื่อไทยไว้ค่อนข้างหนักพอสมควร ซึ่งเป็นงานหินที่พรรคเพื่อไทยต้องอธิบายให้ศาลเห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีความชอบธรรมอย่างไรนอกเหนือไปจากการยืนกระต่ายขาเดียวว่า “การแก้รายมาตราเป็นอำนาจของรัฐสภา”

ที่สำคัญแม้การโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญวาระที่ 3 ในวันที่ 28 ก.ย.จะผ่านไป ใช่ว่าพรรคเพื่อไทยจะได้ชัยชนะและดี ไม่ดี อาจตกม้าตายด้วยซ้ำไป เพราะเกมนี้เท่ากับเป็นการโยนเผือกร้อนใส่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ที่ต้องนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายโดยตรง ถึงตรงนี้นายกฯ เสี่ยงกับการต้องหลุดจากตำแหน่ง หากเดินหน้าทูลเกล้าฯ ถวายทั้งที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ในขั้นการถูกยื่นตีความ ฉะนั้น ปมการแก้ไขรัฐธรรมนูญนาทีนี้ต้องตามกันไม่กะพริบ

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ