posttoday
สหรัฐกลับบ้านหนีต้นทุนผลิตเอเชียพุ่ง

สหรัฐกลับบ้านหนีต้นทุนผลิตเอเชียพุ่ง

26 กันยายน 2556

เป็นที่รับรู้กันมานานแล้วว่ากลยุทธ์ในการที่ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจและอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่จากสหรัฐ

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

เป็นที่รับรู้กันมานานแล้วว่ากลยุทธ์ในการที่ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจและอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่จากสหรัฐ สามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกเอาไว้ได้ก็คือ การย้ายฐานการผลิตไปสู่ดินแดนที่ทำให้มีต้นทุนค่าแรงต่ำกว่าอย่างในทวีปเอเชีย โดยเฉพาะจีน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เอเชียจะได้รับการขนานนามว่าเปรียบเสมือนเป็น “โรงงานของโลก”

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวกำลังเข้าสู่ภาวะลมเปลี่ยนทิศ เนื่องจากในช่วง 1-2 ปี ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการสหรัฐหลายรายเริ่มหันกลับมาพึ่งพาฐานการผลิตในประเทศแทน ที่จะพึ่งพาฐานการผลิตในต่างแดนเหมือนเช่นในอดีต

โดยเมื่อปลายปีที่แล้ว บริษัท แอปเปิล อิงค์ เผยว่าไลน์ผลิตคอมพิวเตอร์แมคบุ๊กบางส่วนจะย้ายจากจีนกลับมาผลิตในสหรัฐภายในปี 2013 ขณะที่ บริษัท เวิร์ลพูล ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านชื่อดังก็ได้เริ่มหันกลับมาผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิด เช่น เครื่องตีไข่ ในประเทศแล้ว จากเดิมที่ผลิตอยู่ในโรงงานที่เมืองหังโจว ประเทศจีน

ล่าสุดผลสำรวจผู้บริหารบริษัทอุตสาหกรรมชั้นนำในเมืองลุงแซมกว่า 200 คนของบริษัท บริษัท บอสตัน คอนซัลติง กรุ๊ป (บีซีจี) เผยว่า 21% ต่างมีแผนที่จะย้ายฐานการผลิตกลับมายังสหรัฐ หรือมีแผนที่จะทำภายในอีก 2 ปีข้างหน้า ขณะที่อีกกว่า 33% ตอบว่ากำลังพิจารณา หรือจะเริ่มดำเนินการ ในอนาคตอันใกล้นี้

ผลสำรวจที่ออกมาดังกล่าวถือว่าเพิ่มสูงขึ้นมากจากผลสำรวจเดียวกันของเมื่อต้นปีที่แล้ว ซึ่งมีเพียงแค่ 10% เท่านั้นที่คิดจะย้ายฐานการผลิตกลับมายังสหรัฐ และมีเพียงแค่ 27% เท่านั้นที่กำลังมีแผนที่คิดจะย้ายหนี

เหตุผลแรกที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมสหรัฐเริ่มหันกลับมาพึ่งพาฐานการผลิตในบ้านของ ตนเองก็เป็นเพราะว่า ปัจจุบันต้นทุนค่าแรงของหลายประเทศในเอเชียโดยเฉพาะจีนไม่ได้ถูกเหมือนในอดีตอีกแล้ว เนื่องจากหลายประเทศได้เริ่มหันมาเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำและเพิ่มสวัสดิการต่างๆ มากขึ้น

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) เผยว่า ในช่วงปี 2000-2011 ค่าแรงในเอเชียเพิ่มขึ้นเกือบ 50% ขณะที่ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน ระบุว่าในปีที่แล้ว ค่าแรงในภาคเอกชนของจีนเพิ่มสูงขึ้นถึง 14% ส่วนในปี 2011 เพิ่มขึ้น 12.3% ภาวะดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่สวนทางกับแนวโน้มต้นทุนค่าแรง ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่เพิ่มขึ้นเพียง 5% เท่านั้น ส่งผลให้ต้นทุนค่าแรงระหว่างเอเชียกับกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐ ที่ต่างกันอย่างลิบลับเมื่อ 10 ปีก่อน เริ่มลด ช่องว่างลงมาเรื่อยๆ

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้มนต์เสน่ห์ของเอเชียในการรับหน้าที่เป็นฐานการผลิตราคาถูกให้บริษัทด้านอุตสาหกรรมจากสหรัฐเสื่อมคลายลง

ไม่เพียงเท่านั้น ยิ่งเมื่อปัจจุบันผู้ประกอบการหลายรายได้หันมาพึ่งพาการผลิตโดยอาศัยเครื่องจักรและหุ่นยนต์อันทันสมัยและทำได้ รวดเร็วมีประสิทธิภาพสูงกว่า มีต้นทุนถูกกว่าเมื่อเทียบกับคนในระยะยาว ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายเลือกที่จะหันกลับมาผลิตสินค้า ในสหรัฐมากขึ้น

ประการต่อมา นอกเหนือจากค่าแรงแล้ว ในแง่ของต้นทุนค่าขนส่งสินค้าจากเอเชียที่ ปรับตัวสูงขึ้น ก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญเช่นกัน ที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมของเมืองลุงแซมกำลังคิดย้ายกลับบ้าน

เพราะปัจจุบันราคาน้ำมันรวมถึงค่าประกันภัยขนส่งสินค้าจากโรงงานผลิตสินค้าจากเอเชียมา ยังสหรัฐเพิ่มสูงขึ้นกว่าในอดีตมาก ทำให้การพึ่งพาฐานการผลิตในเอเชียลดแรงดึงดูดลงไปมาก

“หลายคนอาจคิดแค่เรื่องของค่าแรง แต่หากลองมองไปที่ต้นทุนค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าเก็บสินค้า ล้วนเป็นต้นทุนทั้งหมดที่เพิ่มเข้ามาทั้งหมด” มาร์ค มาเดล บรรณาธิการข่าวทวีปอเมริกาจากสำนักข่าวบีบีซี กล่าว

นอกจากนี้ การที่สหรัฐสามารถพึ่งพาแหล่งพลังงานจากในประเทศได้เอง โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีการขุดเจาะน้ำมันจากแหล่งหินน้ำมัน หรือเชลล์ออยล์ ที่มีอยู่มากในสหรัฐ ก็ยิ่งทำให้ต้นทุนการผลิตอุตสาหกรรมของประเทศสามารถทำได้ถูกลงและสามารถกลับ มาแข่งขันในตลาดโลกได้

ไม่เพียงเท่านั้น ในขณะที่มุมของผู้ประกอบการก็ยังมองอีกว่าการผลิตสินค้าในสหรัฐน่าจะช่วยย่นระยะเวลาในการขนส่งสินค้าไปถึงมือลูกค้ามากขึ้นและควบคุมมาตรฐานการผลิต ได้ดีขึ้นอีกด้วย

ประการสุดท้าย ปัจจุบันรัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ได้ให้การสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมย้ายฐานการผลิตกลับบ้านแบบจัดเต็ม เพราะรัฐบาลสหรัฐกำลังต้องการเร่งแก้ปัญหาการว่างงานของคนในประเทศ

แม้ว่าที่ผ่านมาอัตราการว่างงานสหรัฐจะลดลง แต่ต้องยอมรับว่าขณะนี้ปัญหาการว่างงานยังน่าเป็นห่วงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่อัตราการว่างงานยังสูงกว่า 7% ขณะที่เป้าหมายที่สหรัฐต้องการคือต่ำกว่าคือ 6.5%

ขณะที่ในส่วนของผู้ประกอบการและประชาชนชาวสหรัฐเองก็กำลังหันมาสนับสนุนการใช้สินค้าที่ผลิตจากในประเทศมากขึ้น เนื่องจากเห็นว่าสินค้าจากต่างชาติเป็นตัวแย่งงานชาวสหรัฐในตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

ยืนยันได้จากผลสำรวจของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ที่ระบุว่า ประชาชนชาวอเมริกันถึง 68% ยินดีที่จะเลือกซื้อสินค้า “เมดอินยูเอสเอ” มากกว่า แม้จะมีราคาสูงกว่าสินค้าที่ผลิตจากต่างชาติ ขณะที่อีก 63% เชื่อว่าสินค้าจากสหรัฐมีคุณภาพสูงกว่าสินค้าที่ผลิตจากต่างชาติ

ขณะเดียวกัน ห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ในเมืองลุงแซม เช่น วอลมาร์ท และ อเบอร์โคบีแอนด์ฟิทช์ ก็เริ่มหันมาตอบรับกับแนวโน้มชาวสหรัฐ ที่ต้องการบริโภคสินค้าที่ผลิตจากในประเทศ มากขึ้น ด้วยการจัดแผนกขายสินค้าที่ผลิตขึ้น ในสหรัฐโดยเฉพาะ

ถึงกระนั้นก็ตาม ในมุมมองของนักวิเคราะห์หลายส่วนยังคงมองว่าการที่ภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐย้ายฐานการผลิตกลับมาที่บ้านของ ตนเองไม่ได้หมายความว่าจะเป็นตัวกระตุ้นการจ้างงานได้มากเหมือนที่หลายฝ่ายกำลังคาดหวังกันอยู่

เนื่องจาก ทั้งๆ ที่โรงงานหลายแห่งเริ่มย้ายฐานกลับมาอยู่ในประเทศแล้ว แต่ปรากฏว่าโรงงานเหล่านั้นกลับพึ่งพาการผลิตโดยใช้ เทคโนโลยีเครื่องจักรและหุ่นยนต์ที่ก้าวหน้ามาใช้มากกว่าที่จะพึ่งพาแรงงานคน ซึ่งมีต้นทุน ค่าใช้จ่ายในระยะยาวที่สูงกว่า

ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา บริษัท บอสตัน คอนซัลติง กรุ๊ป ระบุว่า การย้ายฐานการผลิตกลับมาของภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐจะช่วยสร้างการจ้างงานในประเทศภายในทศวรรษนี้เพียงแค่ 6 แสน1.2 ล้านตำแหน่งงานเท่านั้น

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมที่ย้ายกลับมาก็เป็นเพียงกิจการเฉพาะบางกลุ่มอุตสาหกรรมมากกว่า เช่น กลุ่มเครื่องจักรหนัก ที่ต้องการหลีกเลี่ยงกับต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น

ขณะที่อีกกลุ่มที่น่าจะย้ายกลับมาก็คือกลุ่มสินค้าที่มีความเปลี่ยนแปลงด้านรสนิยมและความต้องการสินค้าอย่างรวดเร็ว เช่น เสื้อผ้าแฟชั่น เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน เนื่องจากต้องการย่นระยะเวลา ในการขนส่งสินค้าไปสู่มือลูกค้าให้น้อยลงและ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในตลาด ได้ทันเวลา

แม้ว่าทิศทางการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้า ของภาคการผลิตของธุรกิจสหรัฐจะเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น แต่อย่างน้อยที่สุดความเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นก็ถือเป็นการสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มทางเศรษฐกิจโลกที่น่าจับตามอง ไม่น้อย และคาดว่าในอนาคตความเปลี่ยนแปลงจะยิ่งมากขึ้นไปอีก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท