
ปฏิรูปการเมืองเปิดพื้นที่สื่อให้หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน
เมื่อนายกรัฐมนตรีริเริ่มให้มีการปฏิรูปการเมือง มีเสียงตอบรับพอสมควร ขณะเดียวกันก็มีเสียงตอบปฏิเสธอย่างมีเงื่อนไขจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ขอให้พรรครัฐบาลถอนร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมออกจากสภาผู้แทนราษฎรก่อน หรืออาจมีเงื่อนไขอื่นอีกก็ได้ เช่น การถอนร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในเรื่องที่มาของวุฒิสมาชิกและในเรื่องการยุบพรรคการเมือง ในที่นี้จะไม่ขอกล่าวถึงเรื่องร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ซึ่งจะขอเสนอความเห็นว่าน่าจะมีทางออกอย่างไรในบริบทของการปฏิรูปการเมืองนี้ในโอกาสต่อไป
เมื่อนายกรัฐมนตรีริเริ่มให้มีการปฏิรูปการเมือง มีเสียงตอบรับพอสมควร ขณะเดียวกันก็มีเสียงตอบปฏิเสธอย่างมีเงื่อนไขจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ขอให้พรรครัฐบาลถอนร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมออกจากสภาผู้แทนราษฎรก่อน หรืออาจมีเงื่อนไขอื่นอีกก็ได้ เช่น การถอนร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในเรื่องที่มาของวุฒิสมาชิกและในเรื่องการยุบพรรคการเมือง ในที่นี้จะไม่ขอกล่าวถึงเรื่องร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ซึ่งจะขอเสนอความเห็นว่าน่าจะมีทางออกอย่างไรในบริบทของการปฏิรูปการเมืองนี้ในโอกาสต่อไป
มีผู้ใหญ่บางคนเสนอให้นายกรัฐมนตรียกหูโทรศัพท์เรียนเชิญหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมการปฏิรูปการเมืองด้วยตนเอง ซึ่งถือเป็นการให้เกียรติหัวหน้าฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ในขณะเดียวกัน ผู้ใหญ่ที่สำคัญต่อบ้านเมืองคนหนึ่ง คือคุณบรรหาร ศิลปอาชา รับทำหน้าที่เป็นทูตไปเจรจาความกับคุณชวนหลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และกับคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน แต่ก็การพูดคุยน่าจะมีสาระอื่นๆ นอกเหนือจากการให้เกียรติและการแสดงไมตรีจิตต่อกัน โดยแต่ละฝ่ายได้กำหนดใจไว้ก่อนแล้ว
การปฏิรูปการเมืองถือเป็นเวทีหนึ่งของการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ ในความเห็นของ โจฮัน กัลตุง นักทฤษฎีคนสำคัญ ความขัดแย้งประกอบด้วย (1) ข้อขัดแย้งหรือสาเหตุความขัดแย้งหรือเป้าหมายที่เข้ากันไม่ได้ (2) ทัศนคติที่มองอีกฝ่ายในทางลบ ว่าเป็นมาร หรือเป็นฝ่ายผิด (3) พฤติกรรมหรือการกระทำต่อกันในทางลบซึ่งตอกย้ำทัศนคติที่มี จนถึงขั้นการแยกขั้วแบ่งข้างกัน ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยคลี่คลายข้อขัดแย้งแล้ว ยังอาจเพิ่มมิติหรือประเด็นอื่นเข้ามาอีก จนกลายเป็นความขัดแย้งยกระดับพัวพันกันไปหมด โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้ความรุนแรงทางวจีกรรมและกายกรรมต่อกันแล้ว ดูเหมือนความขัดแย้งจะดำรงอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง แม้จะแก้ไขข้อขัดแย้งตั้งต้นไปบ้างแล้ว ก็ช่วยอะไรได้ไม่มากนัก ดังนั้น แม้ดูเหมือนว่าจุดเริ่มต้นในการคลี่คลายความขัดแย้งคือการลดพฤติกรรมที่เป็นปฏิปักษ์ แต่จะทำเช่นนี้ได้ก็ต้องเปลี่ยนแปลงทัศนคติบ้าง จากการไม่ไว้ใจกันเลย เป็นการไว้วางใจกันบ้าง
แต่ในความขัดแย้งที่ยืดเยื้อนั้น จะหาความวางใจต่อกันได้ยากเต็มที ถ้ามีเหตุการณ์ที่เกิดจากฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายจะระแวงสงสัยว่ามีเจตนาร้ายใดแอบแฝงอยู่ อีกฝ่ายจึงมีพฤติกรรมกล่าวโทษและขัดขวาง จนฝ่ายแรกมีปฏิกิริยาในเชิงลบเป็นการตอบโต้ อีกฝ่ายจึงยิ่งยืนยันความเชื่อเลยว่าการพยากรณ์กล่าวโทษของตนนั้นถูกต้องแล้ว ทั้งสองฝ่ายจึงเหมือนติดอยู่ในกับดักความขัดแย้งไม่รู้จบ
อย่างไรก็ดี มาตรการสร้างความไว้วางใจซึ่งเป็นมาตรการแรกๆ ของการคลี่คลายความขัดแย้งนั้น ก็เป็นการพยากรณ์เหมือนกัน คือเราคาดการณ์ว่าอีกฝ่ายน่าจะมีความปรารถนาอะไร หรือเราน่าจะมีข้อเสนอใดที่อีกฝ่ายไม่เสียเปรียบหรือจะไม่กล่าวโทษเจตนาเราในทางลบ ตัวอย่างมาตรการสร้างความไว้วางใจในช่วงสงครามเย็น มีอาทิ การตกลงกันระหว่างมหาอำนาจว่าจะเปิดเผยข้อมูลทางการทหารเป็นการแลกเปลี่ยนกัน หรือเชิญมาร่วมตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อตกลงการลดอาวุธ เป็นต้น
การไปพูดคุยกับพรรคประชาธิปัตย์น่าจะถือว่าเป็นมาตรการสร้างความไว้วางใจอย่างหนึ่ง ตัวแทนเวทีปฏิรูปการเมืองที่จะไปพูดคุยควรพยายามหยั่งท่าทีว่า ในทัศนะของพรรคประชาธิปัตย์นั้น อะไรน่าจะเป็นสิ่งที่จะช่วยลดความได้เปรียบเสียเปรียบและช่วยปรับดุลอำนาจระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านได้บ้าง อะไรน่าจะเป็นการแสดงออกว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจังกับการปฏิรูปการเมือง
ผมขออนุญาตเสนอการคาดคะเนเบื้องต้นของผมเอง รัฐบาลแต่ไหนแต่ไรมามักใช้วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์เป็นเครื่องมือหรือกระบอกเสียงให้รัฐบาล นายกรัฐมนตรีมีผังรายการของตนเองเพื่อแถลงหรือสื่อสารให้สาธารณชนทราบข้อเท็จจริงหรือความเห็นในมุมมองของรัฐบาล จริงอยู่รัฐบาลมีความรับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดิน จึงมีเรื่องที่จะต้องรายงานต่อประชาชนมากหน่อย แต่ฝ่ายค้านก็มีหน้าที่ตรวจสอบและวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลและรายงานให้ประชาชนทราบเช่นกัน
เป็นได้หรือไม่ที่รัฐบาลจะจัดพื้นที่สื่อของรัฐบาล (วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย) ให้แก่ผู้นำฝ่ายค้าน อย่างไรก็ดี สมมติว่าเรื่องนี้ตกลงกันได้ในหลักการ แต่ก็ควรระวังในเรื่องการบริหารจัดการให้ดี มิฉะนั้นจะกลายเป็นชนวนความขัดแย้งใหม่ได้ ประเด็นพึงพิจารณา มีอาทิ การเปิดพื้นที่สื่อของรัฐบาลให้ผู้นำฝ่ายค้าน จะถือเป็นเรื่องการเลือกปฏิบัติฝ่ายค้านจากพรรคอื่นๆ หรือไม่ รายการควรจะมีลักษณะอย่างไรจึงจะมีผู้สนใจรับฟัง/ชม ถ้ามีปัญหาทางเทคนิคหรือข้อขัดข้องประการใดใครจะเป็นผู้ตัดสิน
เนื่องจากเรื่องนี้มีความละเอียดอ่อนและข้อพึงระวังหลายประการ จึงขอเสนอให้มีคณะบุคคลเป็นคนกลางมาช่วยบริหารจัดการ อันที่จริงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีหน้าที่จัดให้ตัวแทนพรรคการเมืองมาใช้สื่อของรัฐอยู่แล้ว แต่เนื่องจากติดเงื่อนไขหลายประการ จึงทำให้รายการพบพรรคการเมืองของ กกต.มีผู้สนใจรับฟัง/ชมน้อยกว่าที่ควร จึงขอเสนอให้มีคณะบุคคลที่มีความคล่องตัวมาทำหน้าที่บริหารจัดการในเรื่องนี้ โดยการได้มานั้น น่าจะเลียนแบบการได้มาซึ่งอนุญาโตตุลาการ กล่าวคือฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเสนอชื่อบุคคลฝ่ายละหนึ่งคน ซึ่งอีกฝ่ายยอมรับได้ แล้วให้ทั้งสองคนนี้เสนอชื่อบุคคลที่สามที่เห็นว่าเป็นกลางและมีความรู้ความสามารถในกิจการที่จะทำ
ในการเข้าร่วมการปฏิรูปการเมือง ฝ่ายค้านอาจต้องการทรัพยากรเพื่อทำการศึกษาวิจัยในประเด็นที่เห็นว่าสำคัญอย่างเป็นเอกเทศจากกลุ่มอื่นๆ ที่เข้าร่วมกระบวนการปฏิรูปการเมือง รวมทั้งอาจต้องการสอบถามความเห็นของประชาชนและจัดกิจกรรมอื่นๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเสนอการปฏิรูปที่หนักแน่นและเป็นรูปธรรม
แต่การคาดการณ์อย่างไรก็สู้ไปพูดคุยกับพรรคประชาธิปัตย์โดยตรงไม่ได้ โดยเป็นการพูดคุยอย่างถ้อยทีถ้อยรับฟังและเปิดกว้างมากกว่าการเชิญเข้าร่วมเฉยๆ ทั้งนี้ เพื่อให้การปฏิรูปการเมืองเป็นการร่วมกันกำหนดอนาคตของการเมืองไทยอย่างจริงจัง







