
จับตาศึกตัดสินพระวิหารชนวนเขย่าเสถียรภาพ ไทย-เขมร
เกือบ 6 เดือน หลังตัวแทนรัฐบาลไทยและกัมพูชาหอบเอกสารหลักฐานขึ้นชี้แจงแถลงไขแก่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ)
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
เกือบ 6 เดือน หลังตัวแทนรัฐบาลไทยและกัมพูชาหอบเอกสารหลักฐานขึ้นชี้แจงแถลงไขแก่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ) เพื่อให้ตีความคำพิพากษาตัดสินของศาลโลกในปี 2505 ที่ยังคงคลุมเครือไม่คลายว่าแท้จริงแล้วพื้นที่ขนาด 4.6 ตารางกิโลเมตรรอบปราสาทพระวิหารบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา เป็นกรรมสิทธิ์ของฝั่งใดกันแน่
ในที่สุด ก็ถึงกำหนดที่คณะผู้พิพากษาไอซีเจจะประกาศคำตัดสินระบุชาติเจ้าของพื้นที่พิพาทข้างต้นในเดือน ต.ค.นี้ โดยตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ การพิพากษาของไอซีเจถือเป็นที่สุด คือไม่สามารถอุทธรณ์ใดๆ เพิ่มเติมได้ อีกทั้งยังมีผลผูกพันทางกฎหมายทันที
เรียกได้ว่า ไม่ว่าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะตัดสินแบบใด ไทยและกัมพูชาต้องยอมรับโดยดุษณี ไม่มีข้อโต้แย้ง บิดเบือน หรือบิดพลิ้วใดๆ ทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งไทยและต่างชาติกลับอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า แม้ทุกฝ่ายจะตระหนักถึงกติกาที่ยึดถือร่วมกันข้างต้น แต่เมื่อศาลตัดสินเป็นที่สุดจริงๆ แล้ว ฝ่ายที่แพ้คดีจะทำใจยอมรับและไม่แสดงอาการแข็งกร้าวขัดเคืองได้มากน้อยแค่ไหน
เควิน โพนเนียห์ ผู้สื่อข่าวสายการเมืองและความมั่นคงประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ของเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ เดอะ ดิโพลแม็ต กล่าวด้วยความกังขาว่าเป็นไปได้หรือที่ฝ่ายแพ้ ซึ่งต้องเผชิญทั้งความอับอายขายหน้าและความรู้สึกประหนึ่งสูญเสียอธิปไตยของชาติ เนื่องจากเป็นศึกระหว่างประเทศที่เดิมพันด้วยศักดิ์ศรีจะยินยอมยุติแต่โดยดี
คำตอบส่วนใหญ่ของผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักล้วนลงความเห็นไปในทางเดียวกันว่า ยากที่จะเชื่อได้อย่างสนิทใจว่าหากศาลยุติธรรมระหว่างประเทศประกาศคำตัดสินที่ให้ฝ่ายหนึ่งได้และอีกฝ่ายหนึ่งเสียแล้ว ไทยและกัมพูชาจะไม่ลุกขึ้นโต้แย้งให้เรื่องพื้นที่พิพาทยืดเยื้อออกไปไม่จบสิ้น แถมยังจะกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองภายในประเทศของทั้งไทยกับกัมพูชาอีกทอดหนึ่ง ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ใกล้จะระอุและกำลังระอุของทั้งสองชาติ
นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งยอมรับว่าสิ่งที่น่าสนใจและต้องจับตามองต่อจากคดีนี้ก็คือ ปฏิกิริยาตอบสนองและสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นของสองฝั่งหลังการพิพากษาตัดสินสิ้นสุดลง โดย ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต แสดงความเห็นผ่านหนังสือพิมพ์เจแปน ไทมส์ ว่า การตีความของศาลจะเป็นการพลิกโฉมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาที่น่าสนใจอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ศาลมีคำสั่งตัดสินเห็นชอบตามที่ฝ่ายกัมพูชาร้องเรียน
เพราะประเด็นดังกล่าวจะกลายเป็นข้ออ้างสำคัญเพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ของฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับแวดวงการเมืองในไทยมากกว่าการเมืองระหว่างประเทศ เพราะอย่างน้อยที่สุดรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็มีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างดีกับรัฐบาลนายกรัฐมนตรีกัมพูชา แต่ไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาจะราบรื่นสวยงามเหมือนในอดีต ยิ่งเมื่อมีแรงกดดันจากในประเทศมาข้องแวะ เช่น จากทหาร ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลและประชาชน
ความเห็นของ ปวิน ระบุว่า สำหรับฝ่ายทหารแล้ว คือโอกาสในการเพิ่มอำนาจเพื่อให้มีบทบาทสำคัญในการปกครองประเทศโดยใช้ข้ออ้างเพื่อรักษาความปลอดภัยและมั่นคงของชาติไทยเป็นหลัก ขณะที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กลุ่มเสื้อเหลือง) ซึ่งเป็นกลุ่มปฏิปักษ์กับรัฐบาล คือโอกาสที่ต้องคว้าไว้เพื่อเป็นประเด็นในการสั่นคลอนอำนาจนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์
ดังนั้น หากเกิดกรณีเลวร้ายที่ไอซีเจตัดสินตรงกับที่กัมพูชาคาดหวังไว้ หน้าที่หนักจะตกอยู่กับ ยิ่งลักษณ์ ทันทีว่าจะรับมือและตอบสนองทหาร ฝ่ายตรงข้าม และประชาชนส่วนใหญ่อย่างไร โดยถ้ารับมือไม่ดี นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ก็มีสิทธิเผชิญแรงกดดันทางการเมืองจนอาจต้องระเห็จออกจากตำแหน่งได้อย่างง่ายดายเช่นกัน
เพราะหากเล่นไปตามเกมการเมืองของทหารและกลุ่มเสื้อเหลืองมากเกินไปก็จะเป็นอันตรายต่อฐานอำนาจของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ แต่หากเพิกเฉยไม่ใส่ใจก็จะกลายเป็นประเด็นชาตินิยมปลุกกระแสความไม่พอใจในหมู่ประชาชนได้โดยง่าย
สำหรับความสำคัญของคดีที่มีต่อฝ่ายกัมพูชานั้น ก็ต้องเรียกว่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดยเฉพาะสถานการณ์ในวันนี้ที่ ฮุนเซน กำลังเริ่ม “เพลี่ยงพล้ำ” อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
แม้จะเป็นที่ทราบกันดีว่าครอบครัวฮุนเซนพร้อมเครือข่ายอันกว้างขวางจะกุมอำนาจทั้งทางการเมือง การทหาร เศรษฐกิจ และสื่อในกัมพูชาไว้อย่างเบ็ดเสร็จ ทว่าการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปลายเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา กลับสะท้อนชั้นให้เห็นถึงความไม่พอใจอันคุกรุ่นของประชาชนอย่างชัดเจน เมื่อพรรคของ ฮุนเซน เฉือนชนะพรรคฝ่ายค้านของ สม รังสี ไปเพียง 68 ต่อ 55 ที่นั่ง
การชุมนุมของผู้สนับสนุนพรรคฝ่ายค้านที่สามารถระดมพลได้ถึงหลักแสนคน โดยเฉพาะกลุ่มคนหนุ่มสาวที่ไม่ได้อยู่ใต้เงาอดีตยุคเขมรแดงอีกต่อไปนั้น ย่อมบ่งชี้ถึงความคุกรุ่นของคนเขมรเป็นอย่างดี ทั้งปัญหาการรุกที่ดินทำกินของประชาชน การคอร์รัปชั่น การปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ และปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง กับการเรียกร้องขอขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งล่าสุดนั้นผลสำรวจความเชื่อมั่นบรรดานักลงทุนต่างชาติในเขมร จัดทำโดยสถาบันอินโดไชน่า รีเสิร์ช ยังพบว่าความเชื่อมั่นที่เคยสูงถึง 98% ก่อนการเลือกตั้งได้ลดลงมาต่ำถึง 47% แล้ว
หากแพ้ แน่นอนว่าปัญหาที่เกี่ยวพันกับศักดิ์ศรีของประเทศจะยิ่งเขย่าฐานอำนาจของ ฮุนเซน ให้สั่นคลอนลงอีก
ทว่าหากชนะ สิทธิในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวปราสาทพระวิหารอย่างเต็มรูปแบบมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ รวมไปถึงสิทธิในน้ำมันและทรัพยากรธรรมชาติของพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร จะกลายเป็นการสร้าง “ยุคทอง” ที่กระตุ้นเศรษฐกิจกัมพูชาครั้งใหญ่ และจะต่อยอดความมั่นคงทางอำนาจให้กับเครือข่าย ฮุนเซน ได้อีกหลายสิบปี
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ต่างชาติอีกส่วนหนึ่งกลับค่อนข้างเชื่อมั่นว่าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศไม่น่าประกาศคำตัดสินให้มีผู้แพ้ชนะ จนกระทบต่อความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ที่ส่งผลต่อเสถียรภาพของอาเซียน ซึ่งกำลังจะรวมตัวกันเป็นตลาดเดียวภายในปี 2558 นี้
เทรเฟอร์ มอส ผู้สื่อข่าวจากสถานีโทรทัศน์อัลจาซีรา กล่าวว่า ไม่ว่าแต่ละฝ่ายจะคาดหวังอะไร แต่จุดยืนของไทยกับกัมพูชาที่แสดงออกตรงกันชัดเจนว่าจะไม่ยอมรับคำตัดสินที่ขัดความประสงค์ตนเองเด็ดขาด ทำให้ศาลไอซีเจมีแนวโน้มจะลงมติคล้ายคลึงกับคำตัดสินของคณะผู้พิพากษาในอดีต คือ ยืนยันให้ตัวปราสาทพระวิหารเป็นของไทย ส่วนเรื่องพื้นที่โดยรอบก็โยนกลับไปให้ไทยกับกัมพูชาจัดตั้งทีมเจรจาระดับทวิภาคีขึ้นมาจัดการกันเอง
ยิ่งไปกว่านั้น หากคำตัดสินเป็นไปในรูปแบบดังกล่าว น่าจะนำไปสู่การเปิดพื้นที่ให้อาเซียนได้รับการยอมรับให้มีบทบาทมากขึ้นในการเป็นตัวกลางดำเนินการเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างชาติสมาชิกอย่างไทยกับกัมพูชา
ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้จะพยายามมองในแง่ดีว่าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศน่าจะเลือกพิพากษาไปในแนวทางที่ทั้งสองชาติได้ด้วยกันทั้งสองฝ่าย กระนั้นประเด็นหนึ่งที่พอจะมั่นใจได้ก็คือว่า คำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะไม่ใช่จุดจบของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างไทยกับกัมพูชาแน่นอน







