posttoday
การผลักดันให้คนไทยมีสิทธิบัตรมากขึ้น

การผลักดันให้คนไทยมีสิทธิบัตรมากขึ้น

25 กันยายน 2556

รัฐสภาได้ผ่านความเห็นชอบ พ.ร.บ.กู้เงิน 2.5 ล้านล้านบาท มาพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะ “ระบบสาธารณูปโภค” ที่มีการขนส่งเป็นตัวนำ มีรถไฟ ... ถนน และระบบน้ำตามมา

รัฐสภาได้ผ่านความเห็นชอบ พ.ร.บ.กู้เงิน 2.5 ล้านล้านบาท มาพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะ “ระบบสาธารณูปโภค” ที่มีการขนส่งเป็นตัวนำ มีรถไฟ ... ถนน และระบบน้ำตามมา

ถ้าจะมองดูในภาพรวมก็จะเห็นว่าเป็นนโยบายนี้ ควรจะต้องส่งเสริมให้เกิดขึ้น เพราะประเทศไทยเราชักช้าล้าหลังด้านการขนส่งมานาน ดูเช่นรถไฟไทย 100 กว่าปีมาแล้ว ก็ยังล้าหลังอยู่ ระบบขนส่งมวลชนโดยเฉพาะเมืองใหญ่ทั่วโลกมีระบบขนส่งมวลชนอย่างน้อย 400 กิโลเมตร ในเขตเมืองใหญ่ เช่น กทม. ของเรามีแค่ 40 กิโลเมตร ระบบน้ำก็พัฒนาช้ามาก น้ำเกษตรก็ดูแลดีไม่พอ น้ำท่วมเมืองใหญ่ปลายน้ำก็ซ้ำซากมิได้แก้ไขทั้งระบบ

โดยสรุปแล้วแค่ 2.5 ล้านล้านบาท อาจจะยังไม่พอด้วยซ้ำที่จะยกระดับประเทศให้อยู่ดีกินดีมีสุขได้มาตรฐานที่ดีพอสมควร ประชากร 10-12 ล้านคนในเมืองใหญ่ และ 67 ล้านคนทั่วประเทศ อยู่ในระดับที่ดีของโลก ดูจีนเป็นตัวอย่าง 10-15 ปีที่ผ่านมา คุณภาพชีวิตดีขึ้นมาก ระบบสาธารณูปโภคล้ำหน้าเมืองใหญ่อื่นๆ การศึกษา สาธารณสุขก็ดีขึ้นมาก

ดังนั้น การจะลงทุน 2.5 ล้านล้านบาท มิได้เป็นการให้เปล่าประโยชน์ แต่เป็น “การลงทุนด้านเศรษฐกิจและสังคม” ไปพร้อมกันทุกๆ 10 ปีด้วยซ้ำ ที่จะต้องยกระดับใช้เงินกันอีกครั้ง อีก 2.5 ล้านล้านบาท ในปี 2566 ปรับประเทศกันอีกรอบ และการลงทุนจะมีผลตอบแทน ถ้าไม่ลงทุนก็จะย่ำอยู่กับที่เช่นเคย

ปัญหาคืออะไร? ปัญหาคือ “นักการเมืองเล่นการเมืองกันเกินเหตุ” มิได้มองเห็นประโยชน์ระยะยาวของประเทศเป็นประการสำคัญ “ใครทำดีต้องควรชมบ้าง อะไรดีก็ควรติเพื่อก่อ” มิใช่ทำเพื่อล้มกระดานอย่างเดียว

จุดอ่อน คือ “ช่องโหว่ด้านคอร์รัปชั่น” แก้ได้ด้วยระบบ ขณะนี้ก็ดีขึ้นมากที่นักการเมืองกับข้าราชการประจำระดับสูงร่วมมือกัน และมีพ่อค้าเป็นส่วนสนับสนุน พวกพ่อค้านักธุรกิจเองก็เอือมระอากับที่เรียกว่า “เงินทอน” ตั้งเป็นเปอร์เซ็นต์ของแต่ละโครงการ หอการค้าไทยก็ตั้งประเด็น “ต่อต้านคอร์รัปชั่น” ไม่จ่ายเงินทอน เงินใต้โต๊ะ ... ให้นักธุรกิจเซ็นชื่อร่วมกัน (แต่ก็มีจำนวนไม่มาก เพราะที่เหลือกลัวจะไม่ได้งาน)

พรรคฝ่ายค้านน่าจะหันมามองดู “ระบบการป้องกันรูโหว่” เช่น มี “กระทรวงการตรวจสอบความโปร่งใส” ของโครงการรัฐที่เกี่ยวข้องในโครงการตั้งแต่ข้าราชการระดับสูง นักการเมือง และนักธุรกิจที่เกี่ยวข้อง “ให้เปิดเผยข้อมูล ให้ตรวจสอบได้” ทุกระยะ และมิใช่เตะถ่วง การประมูลทุกครั้งต้องมีฝ่ายกลาง เช่น สื่อทั้งหลายเข้าร่วมด้วย “ก็จะเป็นฝ่ายค้านเชิงบวก ทำประโยชน์ส่วนรวมให้ประชาชน” มิใช่ถูกมองว่า “ค้านทุกเรื่อง ทุกที่ ทุกเวลา” และการทำงานการเมือง ท้ายสุดก็เพื่อประชาชนผลัดกันมารับใช้

การเรียกว่า “เป็นพรรคฝ่ายค้านจึงเป็นชื่อเรียกเชิงลบ” ต้องค้านไปตลอด ถ้าเรียกเสียใหม่ว่า “พรรครัฐบาล และพรรคมิใช่รัฐบาล” ความคิดจะค้านก็อาจจะเป็นจิตวิทยาให้ค้านน้อยลง ชมบ้างก็จะดี

งบที่จะเข้าสภาสุดท้าย 2.5 ล้านล้านบาท “เป็น พ.ร.บ.การลงทุนผูกพันระยะยาว” มิใช่ พ.ร.บ.งบประมาณประจำปีของรัฐบาลที่ผูกพันปีต่อปี ประเทศชาติต้องการโครงการระยะยาว ต้องมีการวางกรอบกว้างๆ ไว้เป็น พ.ร.บ. และแตกงานออกมาอีกครั้ง เป็นโครงการและงบประมาณประจำปี ซึ่งตามปกติก็จะมีการประชุมงบประมาณผ่านสภาเป็นประจำอยู่แล้ว

ขณะนี้ประชาชนกำลังเริ่ม “เบื่อการเมือง” มากเข้าทุกที เพราะการเมืองมิได้ทำหน้าที่ “การเมืองเพื่อประชาชน” เป็นการเมืองเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม ลดเครดิตผู้อื่น ไม่เคยคิดเลยว่าประชาชนที่เลือกเข้าไปแล้วต้องการอะไร คำมั่นตอนหาเสียงจำได้ไหม เช่น การพัฒนาสาธารณูปโภค ประชาชนทั่วประเทศต้องการมาก โดยเฉพาะเส้นทางรถไฟทั้งประเทศ ระบบขนส่งมวลชนในเมืองใหญ่ เช่น กทม. ล้าหลังโลกของเมืองใหญ่

หากจะดูปัญหาของคนกรุงเทพมหานครที่มีอยู่ 12 ล้านคน หรือ 23% ของคนทั้งประเทศ มีเรื่อง “ขนส่งมวลชน” ที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาการจราจร มาเป็นอันดับ 1 ทุกพรรค ทุกคนที่เข้ามาจะพบว่าความต้องการด้านนี้คือปัญหาอันดับแรกที่ต่อเนื่องมานาน รองลงไปเป็นเรื่อง “น้ำท่วม” เรื่อง “สิ่งแวดล้อม” เรื่อง “คนจนเมือง” และปัญหาอาชญากรรมและยาเสพติด ทั้งหมดติดอันดับทุกครั้งที่มีการหาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ดังนั้นเรื่องระบบขนส่งจึงเป็นเรื่องที่ประชาชนมีความต้องการ และการเมืองไม่ว่าจะรัฐบาล หรือฝ่ายค้านก็ควรจะต้องสนองตอบ

อย่างไรก็ตาม การลงทุน 2.5 ล้านล้านบาท เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น มิใช่ยาวิเศษแก้ไขได้ทั้งประเทศและ กทม. แต่เป็นเพียงขั้นต้นของการพัฒนา จะต้องปรับแผนเป็นระยะๆ ทุก 5-10 ปี จะต้องลงทุนอีกครั้ง อย่าคิดว่าทำครั้งเดียวก็จะเบ็ดเสร็จ

ดังนั้น นักการเมืองควรจะหันมาดูตัวเอง เลิกทะเลาะกัน เพราะทุกคนรอคอยการปรับและเปลี่ยนแปลงให้ทันโลก การจะค้าน ควรค้านในเชิงสร้างสรรค์ให้มากกว่านี้ บางเรื่องอาจจะสนับสนุนด้วยซ้ำไป อย่าลืม ประชาชนมิใช่คนโง่ เพราะเดี๋ยวนี้สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายขึ้น และเขาเหล่านั้นจะเป็นผู้เลือกพวกท่านในอนาคตด้วย จึงอย่าทำให้ประชาชนผิดหวัง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท