posttoday
งบ 2.5 ล้านล้านกับการเมืองที่น่าเบื่อ

งบ 2.5 ล้านล้านกับการเมืองที่น่าเบื่อ

25 กันยายน 2556

รัฐบาลได้กำหนดนโยบายที่จะเพิ่มงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจาก 0.2% ของจีดีพี (GDPGross Domestic Product) เป็น 1% และ 2% ของจีดีพีตามลำดับ หลังจากนั้นหน่วยงานที่รับผิดชอบก็มีการวางแผน 10 ปีทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ซึ่งนับเป็นแผนแรกของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายประการหนึ่งก็คือการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และผลักดันการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลได้วางไว้

รัฐบาลได้กำหนดนโยบายที่จะเพิ่มงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจาก 0.2% ของจีดีพี (GDPGross Domestic Product) เป็น 1% และ 2% ของจีดีพีตามลำดับ หลังจากนั้นหน่วยงานที่รับผิดชอบก็มีการวางแผน 10 ปีทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ซึ่งนับเป็นแผนแรกของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายประการหนึ่งก็คือการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และผลักดันการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลได้วางไว้

งานนี้ไม่ใช่งานง่าย อาจเรียกได้ว่าเป็นการเข็นครกขึ้นภูเขา ซึ่งก็ยังดีที่ไม่ใช่เข็นภูเขาขึ้นครก เพราะหากเป็นเช่นนั้น ก็จะนับว่าไม่มีโอกาสเป็นไปได้เลย อย่างไรก็ตาม ผู้เกี่ยวข้องในวงการวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี รวมทั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบทั้งหลายก็หันมาร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง หรือเรียกว่าผนึกกำลังกันก็ได้ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ หรือมีชื่อย่อๆ ว่า “สวทน.” ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและแผนด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ ได้จัดทำโครงการ นโยบายระบบทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศขึ้น โครงการดังกล่าวโดยสรุปแบ่งออกได้เป็น 4 มาตรการ ได้แก่

การสร้างแรงจูงใจให้เกิดการสร้างและการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา โดยการให้ความเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้รับทุนที่มีศักยภาพสูงในการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์

การปฏิรูปการให้บริการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา และส่งเสริมให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีความคล่องตัวในการกำหนดอัตรากำลังและค่าตอบแทน

มีมาตรการทางการเงินหรือมาตรการอื่นๆ ของรัฐในการสนับสนุนและส่งเสริมให้นำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์

การสร้างความเข้มแข็งให้กับหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการบริหารจัดการและถ่ายทอดเทคโนโลยี

มาตรการทั้ง 4 นี้ หากสามารถดำเนินการได้พร้อมเพรียงกัน หรืออย่างน้อยๆ ก็ดำเนินการได้ครบในเวลาที่ไม่ห่างกันมากนัก ก็เชื่อว่าจะทำให้ไทยได้เลื่อนอันดับการแข่งขันขึ้นมาในตำแหน่งที่ดีขึ้นอาจดีกว่ามาเลเซียด้วยซ้ำ และจีดีพีก็เพิ่มได้โดยไม่ต้องอาศัยการส่งออกหรือรอการใช้จ่ายของรัฐบาล หรือการบริโภคของประชาชน สิ่งเหล่านี้แน่นอนว่าจะตามมาเอง เมื่อมีการลงทุนเพิ่มขึ้นในปริมาณที่อาจจะเริ่มต้นไม่มากนัก แต่ก็จะค่อยๆ เพิ่มเป็นทวีคูณได้ ไต้หวันก็เป็นตัวอย่างที่ดีที่รัฐบาลของเขามีการสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ประกอบการเพื่อพัฒนาต่อยอดงานวิจัยไปสู่การสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ โดยมีหน่วยงานกลางที่รับผิดชอบและมีเงินลงทุนเพียง 40 ล้านเหรียญไต้หวัน เมื่อเวลาผ่านไป 30 กว่าปี หน่วยงานนี้มีเงินเพิ่มถึง 4,000 ล้านเหรียญไต้หวัน ตัวอย่างนี้เป็นเพียงมาตรการเดียวที่เป็นเรื่องของการสนับสนุนทางการเงิน ยังไม่นับมาตรการที่ 1, 2 และ 4 ที่กล่าวถึงข้างต้น ซึ่งน่าจะเป็นมาตรการที่อาจจะเรียกได้ว่า เข็นภูเขาขึ้นครกก็ได้ โดยเฉพาะมาตรการที่เกี่ยวกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา หากยังมีพวกที่ผู้เขียนขอเรียกว่า “วิสั้น” ไม่ใช่ วิชั่น (Vision) อยู่ และไม่ฟังเหตุผลคอยลากข้างดึงถ่วงความเจริญของประเทศไทย เราก็คงต้องตามหลังมาเลเซีย และต่อไปก็เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ฯลฯ เหมือนเรื่องของการศึกษาที่ผู้เขียนได้เขียนถึงไปในฉบับที่แล้ว

ผู้เขียนก็ได้แต่หวังว่าเรื่องของการเงินนี้จะไม่ไปกระทบหรือขัดขวางผลประโยชน์ของใคร และเท่าที่เห็นงบประมาณในการทำวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ผ่านคณะกรรมาธิการงบประมาณ ถ้าจำไม่ผิดก็น่าจะประมาณ 19,000 ล้านบาท ถึงแม้จะเป็นการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยรวม เทียบไม่ได้กับประเทศอย่างสหรัฐที่มอนซานโต้เพียงบริษัทเดียวลงทุนในการวิจัยข้าวโพดเพียงอย่างเดียวถึง 150,000 ล้านบาท แต่ก็นับว่ายังดีโดยเฉพาะหากมีการเพิ่มเติมเงินอีกจำนวนที่ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันในส่วนที่เขาเรียกว่า Translational Research แล้วก็ให้เอกชนมาสมทบอีกส่วนหนึ่ง เนื่องจากที่ผ่านมางบประมาณด้านการวิจัยของไทยจะไปลงหนักทางการวิจัยในห้องทดลอง ขณะที่ส่วนที่มีความต้องการมากๆ และยังขาดอยู่ในจำนวนมหาศาลเรียกว่าหย่อนเสียยิ่งกว่าท้องช้างกลับเป็นในช่วงที่เขาเรียกกันว่า หุบเหวมรณะหรือหลุมดำ หรือ Valley of Death ก็คือช่วงที่เป็นการถ่ายทอดจากความคิดหรือผลจากความคิดหรือผลจากห้องทดลองมาทำการทดสอบกันจริงๆ จังๆ สร้างหุ่นจำลองขึ้นมา (Prototype) การทดสอบในช่วงที่ต้องขยายให้มีขนาดใหญ่เท่าของจริงหรือโรงงานจริงๆ Technical Transfer/ Translational Research รวมตลอดไปจนถึงขั้นการนำออกสู่ตลาด

ที่จริงแล้วบริบทของการช่วยเหลือตรงนี้ หลายๆ คนอาจมองไม่ออกว่าที่จริงแล้วก็เป็นการช่วยเหลือผู้ที่ไม่ได้มีอะไรมากมาย เพราะดูเหมือนสังคมจะจัดนักวิจัยและผู้ประกอบการไว้ต่างจากเกษตรกร ซึ่งที่จริงเงินช่วยเหลือตรงนี้ก็ไม่ต่างจากเงินช่วยเหลือเกษตรกรหรือชาวนาเพราะสามารถมุ่งไปที่ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางได้ โดยเฉพาะ ณ ขณะนี้ก็กำลังล้มหายตายจากกันไปเรื่อยๆ แล้ว หากพยุงเขากลับขึ้นมาได้เป็นเจ้าของสิทธิบัตร และดำเนินการไปจนถึงขั้นลงทุนประกอบการได้ ผลประโยชน์ที่จะตกกับเศรษฐกิจและรายได้ของรัฐบาลก็จะมีอย่างมากมายในที่สุด ตัวอย่างมีให้เห็นในประเทศที่เจริญแล้ว และในประเทศที่กำลังจะก้าวผ่านจากโลกที่ 2 ไปสู่โลกที่ 1 อย่างเช่น สิงคโปร์ สาธารณรัฐเกาหลี และอาจจะเป็นมาเลเซียที่กำลังจะตามไป

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน