
ผ่า 2 ล้านล้าน ใช้อย่างไร ไทยเข้มแข็ง?
คนไทยใส่อารมณ์มากกับหนี้ IMF ที่เริ่มกู้โดยรัฐบาลชวลิตภายใต้วิกฤตต้มยำกุ้ง และเริ่มใช้คืนโดยรัฐบาลชวน แต่หนี้ก้อนนั้นแค่ 5 แสนล้านบาท เพียง 1 ใน 4 ของ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท หนี้ IMF เป็นเงินที่เข้ามาเสริมทุนสำรอง ไม่ได้ไปลงทุนเสี่ยงอะไร และก็ใช้คืนหมดในเวลาเพียง 4 ปี โดยรัฐบาลทักษิณไปกู้เงินจากแหล่งอื่นมาจ่ายคืนงวดสุดท้ายเร็วกว่ากำหนด (เสียค่าปรับ 2%)
คนไทยใส่อารมณ์มากกับหนี้ IMF ที่เริ่มกู้โดยรัฐบาลชวลิตภายใต้วิกฤตต้มยำกุ้ง และเริ่มใช้คืนโดยรัฐบาลชวน แต่หนี้ก้อนนั้นแค่ 5 แสนล้านบาท เพียง 1 ใน 4 ของ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท หนี้ IMF เป็นเงินที่เข้ามาเสริมทุนสำรอง ไม่ได้ไปลงทุนเสี่ยงอะไร และก็ใช้คืนหมดในเวลาเพียง 4 ปี โดยรัฐบาลทักษิณไปกู้เงินจากแหล่งอื่นมาจ่ายคืนงวดสุดท้ายเร็วกว่ากำหนด (เสียค่าปรับ 2%)
คนไทยจึงสมควรจับตาดูการกู้ครั้งนี้ แต่การอภิปรายในสภากลับไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายทอดทางช่อง 11 ทั้งๆ ที่เงินเท่ากับงบประมาณประจำปีของทั้งประเทศ ซึ่งการอภิปรายจะมีการถ่ายทอดเสมอ โดยเฉพาะเงินก้อนนี้จะใช้ในการลงทุนนอกระบบงบประมาณ สภาไม่มีโอกาสตรวจสอบราคา ความคุ้มค่า ฯลฯ คนไทยจะเป็นหนี้อยู่นานถึง 50 ปี ...ถ้าทุกอย่างราบรื่นตามแผน
มีความไม่ชอบมาพากลหลายประการ เงินลงทุนของหลายๆ โครงการสูงผิดปกติ เทียบกับประมาณการช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ 3 ปีก่อน อาทิ รถไฟทางคู่เพิ่ม 5577% รถไฟความเร็วสูง กทม.เชียงใหม่ เพิ่ม 68% สายอื่นๆ เพิ่ม 3176% โดยค่าเวนคืนที่ดินเพิ่มเฉลี่ย 573% (เชียงใหม่ 969%) ทั้งๆ ที่การเวนคืนควรมีน้อยมากแค่สำหรับวงเลี้ยวรถไฟ เนื่องจากทุกโครงการจะใช้เส้นทางตามแนวที่ดินที่การรถไฟฯ มีอยู่แล้ว
มีการปรับแต่งการคำนวณผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) พลิกให้รถไฟความเร็วสูง กทม.เชียงใหม่ มี EIRR 13.38% สูงกว่า กทม.หนองคาย 12.21% ทั้งๆ ที่ในการศึกษาก่อนหน้านี้ทั้งหมด (2 ครั้งภายใต้รัฐบาลยิ่งลักษณ์) สายหนองคายสูงกว่า 1–4% เนื่องจากเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว เพื่อเข้าถึงเศรษฐกิจใหญ่อย่างจีน งบสำหรับเชียงใหม่ซึ่งไม่ได้เชื่อมต่อประเทศอื่นเป็น 49% ของโครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งเป็น 39% ของการกู้ทั้งหมด
ผลตอบแทนทางการเงิน (FIRR) มีการเพิ่มรายได้จากธุรกิจอื่นเท่ากับ 35% ของค่าโดยสาร โดยเพิ่มตั้งแต่ปีแรก ซึ่งเร็วเกินจริง และไม่มีการใส่ค่าเงินลงทุนในธุรกิจเหล่านั้นเลย ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ รัฐบาลได้ยอมปรับลดงบประมาณบางส่วนรวม 11,790 บาท แต่ไม่ยอมลดวงเงินกู้ กลับเอาไปเพิ่มในหมวดเงินสำรอง (Contingencies)
ไม่มีการพูดถึงภาระการชดเชยการขาดทุนในอนาคต ทั้งที่มีแนวโน้มจะต้องเกิดขึ้น เพราะค่าโดยสารรถไฟความเร็วสูงจำต้องแข่งขันได้กับสายการบินราคาถูก
สำนักวิจัย TDRI ได้สรุปว่า โครงการที่พร้อมดำเนินการจริงมีมูลค่ารวมเพียงประมาณ 1 ใน 5 ของโครงการทั้งหมด ดังนั้นจึงไม่สมควรที่จะให้อำนาจการกู้ล่วงหน้ากับโครงการส่วนที่เหลือในลักษณะ “เช็คเปล่า”
รัฐบาลอ้างว่าต้องเป็น พ.ร.บ.กู้เงิน เพราะต้องมีความต่อเนื่อง 7 ปี แต่รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการเลือกตั้งทุก 4 ปี เพื่อให้โอกาสประชาชนตัดสินเปลี่ยนฝ่ายบริหาร การมัดมือชกให้ออก “เช็คเปล่า” นี้จึงขัดกับหลักประชาธิปไตย
รัฐบาลอ้าง “ดัชนีขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” ที่ชี้ว่าลำดับของไทยทางด้านคมนาคมนั้นค่อนข้างตํ่า แต่ไม่พูดถึงดัชนีทางด้านสาธารณสุขหรือการศึกษาที่ตํ่ากว่ามาก
ฝ่ายค้านถูกกล่าวหาว่าสักแต่ค้านและไม่ใส่ใจเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน แต่นอกจากจะชี้ปัญหาและความเสี่ยงต่างๆ แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ยังได้เสนอทางเลือกในการลงทุนที่จะส่งผลให้คนไทยและเศรษฐกิจไทยมีความ “มั่นคงและมั่งคั่ง” ได้ในระยะเวลาไม่เกิน 7 ปี เพราะ “เพียงถนนกับรางไม่เพียงพอ แต่ถ้า ‘คน’ เข้มแข็ง อนาคตไทยเข้มแข็งได้” เงิน 2 ล้านล้านบาท ทั้งหมดจะอยู่ในระบบงบประมาณประจำปี โปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
lประชาธิปัตย์จะจัดสรรเงินสำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม 1.2 ล้านล้านบาท โดยตัดลดรถไฟความเร็วสูงจาก 783 หมื่นล้านบาท เหลือเพียง 37 หมื่นล้านบาท สำหรับค่าเวนคืน ที่เหลือจะเป็นการร่วมทุนกับภาคเอกชน (PPP) และ/ หรือเป็นความร่วมมือกับประเทศอื่นอย่างจีนและอาเซียน เพราะการเชื่อมโยงนี้จะเกิดประโยชน์กับทั้งภูมิภาค ซึ่งมีเจรจาไปบ้างแล้ว แต่รัฐบาลนี้เลือกจะทำเองหมด นอกจากนี้จะมีการขยายและปรับปรุงรถไฟพื้นฐานให้มากขึ้น โดยเพิ่มเงินอีกกว่า 1.2 แสนล้านบาท
lด้านการศึกษา จัดสรร 4 แสนล้านบาท โดย 1 แสนล้านบาท สำหรับสร้าง “ครูพันธุ์ใหม่” 9 หมื่นล้านบาท สำหรับปรับปรุงอุปกรณ์และสถานศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วประเทศ โรงเรียนวิทยาศาสตร์และมหาวิทยาลัยวิจัยจะได้โครงการละ 7.5 หมื่นล้านบาท จะมีการลงทุน 5 หมื่นล้านบาทด้านอาชีวศึกษา เพื่อให้เรียนจบแล้วหางานง่ายรายได้ดี เพราะเป็นที่ต้องการของภาคอุตสาหกรรม
lด้านสาธารณสุข 2 แสนล้านบาท ครึ่งหนึ่งจะพัฒนาโรงพยาบาล 1.2 หมื่นแห่ง อีกครึ่งเป็นการพัฒนาบุคลากรและสถาบันศึกษาด้านสาธารณสุข
lอีก 2 แสนล้านบาท เป็นการพัฒนาระบบชลประทาน 30 ล้านไร่ โดยเน้นภาคอีสาน ซึ่งขาดแคลนแหล่งน้ำ
ทุกโครงการใน 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาลจะยังทำได้อยู่เหมือนเดิม และทำได้ดีกว่า เพราะโปร่งใสและมีการประเมินความคุ้มค่ารอบด้าน แต่ 2 ล้านล้านบาทจะทำได้มากกว่า ตอบโจทย์ของการพัฒนาประเทศได้ครบถ้วนกว่า ทั้งยังรักษาเสถียรภาพและวินัยการเงินการคลังไว้ด้วย
สมมติศาลตัดสินว่า พ.ร.บ.กู้เงินนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานก็ยังเกิดขึ้นได้ รัฐบาลคงไม่รับข้อเสนอประชาธิปัตย์ แต่ประชาชนน่าจะเห็นชัดขึ้นว่าพรรคการเมืองไหนจะทำประโยชน์ให้เขาอย่างแท้จริง







