
ธกส.กู้ชีพรัฐบาลจนหลังแอ่น
ผลกระทบจากการที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ใช้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
โดย...บากบั่น บุญเลิศกนกวรรณ บุญประเสริฐ
ผลกระทบจากการที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ใช้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นแขนขาให้รัฐบาลอย่างหนักหน่วงในการดำเนินนโยบายแจกและหว่านในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา กำลังส่งผลให้ธนาคารรัฐแห่งนี้อยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
หากพิจารณาภาพรวมสินเชื่อของ ธ.ก.ส.ที่อยู่ที่ระดับ 1 ล้านล้านบาท จะพบว่า ไส้ในของสินเชื่อดังกล่าวถูกดึงมาทำโครงการสินเชื่อตามนโยบายของรัฐบาลไปกว่า 6 แสนล้านบาท
ภารกิจกู้ชีพที่หนักที่สุดของ ธ.ก.ส. คือ การพยุงราคาสินค้าเกษตรเกือบทุกตัว แต่ที่มากที่สุดคือโครงการรับจำนำข้าวที่ก่อให้เกิดหนี้ในงบดุลธนาคารจำนวนมหาศาล และมีภาระหนี้ที่เกิดขึ้นจากการกู้เงินโดยกระทรวงการคลังค้ำประกันอีกราว 4.1 แสนล้านบาท
ตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศและเริ่มรับจำนำข้าวทุกเมล็ดจนวันนี้ โครงการรับจำนำข้าวถลุงเงินไปแล้วกว่า 6.66.7 แสนล้านบาท ผลจากการรับจำนำข้าวมาแพงแล้วขายข้าวไม่ออก ทำให้กระทรวงพาณิชย์ขายข้าวเอามาใช้หนี้ได้แค่ 1.3 แสนล้านบาท
ส่งผลให้โครงการนี้ชักหน้าไม่ถึงหลัง ที่สำคัญยังมีการทุจริตในหลายขั้นตอน จนมีการประเมินว่าเมื่อปิดโครงการแล้วความเสียหายอาจมากมายกว่า 3 แสนล้านบาท
ทำให้สถานการณ์จำนำข้าวนาปีรอบใหม่ฤดูกาล 2556/2557 กำลังลำบากอย่างหนัก ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะเอาเงินมาจากไหนอีก 2.7 แสนล้านบาท เพื่อมารับจำนำรอบนี้
แม้นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ สั่งให้เร่งระบายข้าวเอาเงินมาใช้หนี้และเร่งปิดบัญชีให้กรอบวงเงินรับจำนำจาก 6.6 แสนล้านบาท ลดลงเหลือ 5 แสนล้านบาท ภายในสิ้นปีนี้ตามที่กระทรวงพาณิชย์สัญญาไว้ให้ได้
แต่ก็เกิดคำถามว่า กระทรวงพาณิชย์จะขายข้าวอย่างไรให้ได้เงิน 1.6 แสนล้านบาทภายในเวลา 5 เดือนจากนี้ เพราะที่ผ่านมา 2 ปี กระทรวงพาณิชย์ขายข้าวได้เงินมาเพียง 1.3 แสนล้านบาทเท่านั้น
ขณะที่รัฐมนตรีคนอื่น ได้แก่ นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ออกอาการศรีธนญชัย สั่งให้แยกวงเงินรอบใหม่กับเก่าออกจากกัน หวังรีดสภาพคล่องจาก ธ.ก.ส. เอาอุ้มจำนำข้าวตันละ 1.5 หมื่นบาทของปีนี้อีก
ด้านท่าทีของ ธ.ก.ส. ล่าสุดเริ่มใส่เบรกโครงการรับจำนำแล้ว เพราะที่ผ่านมากระทรวงการคลัง และ ธ.ก.ส.เองก็พยายามแสดงจุดยืนเรื่องการ “รักษาวินัยการคลัง” ด้วยการรักษาระดับผลขาดทุนจากโครงการรับจำนำในแต่ละปีไว้ให้ไม่เกิน 7 หมื่นล้านบาท โดยขอให้รัฐบาลลดวงเงินรับจำนำให้สอดคล้องกับความจริงที่ 1.21.3 หมื่นบาทต่อตัน
เพราะผลจากการรับจำนำข้าว ทำให้สภาพคล่องธนาคารที่รับฝากเงินจากประชาชนมาใช้ในการปล่อยกู้เพื่อทำมาหาได้ถูกดึงไปเยอะมากจนกระทบต่อการปล่อยกู้เกษตรกรภาคอื่น
ที่ผ่านมา ธ.ก.ส.จะมีเงินสภาพคล่องเตรียมไว้รองรับผู้ฝากและผู้ถือสลากครบกำหนดไถ่ถอน รวมถึงการทำโครงการต่างๆ ไม่น้อยกว่า 2 แสนล้านบาท แต่ล่าสุดนี้ ธ.ก.ส.เหลือสภาพคล่องอยู่ราว 1.5 แสนล้านบาท แถมยังต้องเตรียมเงินไว้รองรับภารกิจกู้ชีพม็อบสวนยางและอีกหลายเรื่อง
ล่าสุด ธ.ก.ส.ต้องเตรียมเงินไว้สำรองจ่ายเป็นเงินชดเชยปัจจัยการผลิตไร่ละ 2,520 บาท ให้กับเกษตรกรสวนยางอีกไม่น้อยกว่า 12 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเริ่มจ่ายเงินเข้าบัญชีให้เกษตรกรสวนยางที่ยอมรับข้อเสนอนี้ของรัฐบาลก่อนเริ่ม 24 ก.ย.นี้
จากนี้ไป ธ.ก.ส.ก็ต้องเตรียมสภาพคล่องไว้รองรับเกษตรกรกลุ่มอื่น ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่มันสำปะหลังที่ผลผลิตกำลังออกปลายปีนี้ ซึ่งในปีที่ผ่านมาใช้เงินไปกว่า 2.69 หมื่นล้านบาท รวมถึงการดูแลเกษตรกรที่ปลูกข้าวโพด ซึ่งที่ผ่านมามีการรวมตัวกันขอให้มีการประกันราคาข้าวโพดฝักจากราคากิโลกรัมละ 3 บาท เป็นกิโลกรัมละ 6 บาท และหากเป็นข้าวโพดที่สีแล้ว ขอให้พยุงราคาเป็นกิโลกรัมละ 1718 บาท จากเดิมกิโลกรัมละ 1112 บาท
ในภาพรวมแล้วธนาคารของรัฐแห่งนี้ต้องระดมเงินที่จะต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับลูกค้าเป็นราย 3 เดือน หลายร้อยหลายพันล้านบาท แต่กลับมีรายได้จากการปล่อยกู้ให้รัฐบาลเป็น “สัญญากระดาษเปล่า”
แม้ที่ผ่านมา ธ.ก.ส.จะดูเหมือนส้มหล่นที่เข้ามารับทำจำนำข้าว โดยกำไรในปี 2555 กว่า 9,600 ล้านบาทนั้น ในจำนวนนี้ราว 4,000 ล้านบาท เกิดจากค่าบริการโครงการเป็นค่าดำเนินงานของเจ้าหน้าที่และเครือข่ายคิด 2.5% ของวงเงินสินเชื่อที่จ่ายในโครงการรับจำนำ รวมถึงผลตอบแทนจากดอกเบี้ยที่รัฐยืมสภาพคล่องของธนาคารไปใช้จำนำข้าวก่อน คิดค่าเฉลี่ยดอกเบี้ย 4 ธนาคารขนาดใหญ่บวกอีก 1% ทำให้ภาพรวมดูเหมือนประหนึ่งว่า ธนาคารได้รับค่าตอบแทนจากโครงการจำนำข้าวเฉลี่ยกว่า 5%
แต่เมื่อหักค่าใช้จ่ายจริงทั้งค่าแรง ค่าน้ำค่าไฟ ค่าเอกสาร แล้ว ธ.ก.ส.ก็เหลือกำรี้กำไรไม่เท่าไร และเมื่อนำมาคิดรวมกับเงินที่จมไปหลายแสนล้านบาท ผลกำไรที่ว่านี้กลายเป็นกำไรทางบัญชี เพราะรัฐบาล “แปะโป้ง” ไว้ก่อนจะตั้งงบประมาณใช้คืนแบบปีต่อปี
ทำให้รายได้ที่ว่านี้ จึงไม่สามารถนำมาใช้หมุนเวียนเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มได้เหมือนกับการปล่อยสินเชื่อปกติที่จะมีรอบการหมุนและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจได้มากกว่า ยิ่งทำให้ ธ.ก.ส.มีขีดจำกัดในการหารายได้เพิ่ม
เพราะเงินมากมายถูกขุดหลุมฝังไว้กับการทำโครงการตามนโยบายรัฐบาลที่มีแต่ขาดทุนและขาดทุน และไม่รู้ว่าอนาคตรัฐบาลจะใช้หนี้ให้หมดได้เมื่อไร
นอกจากนี้ ธ.ก.ส.ยังเดินหน้าภารกิจกู้ชีพรัฐบาล ด้วยการทำโครงการประชานิยมซ้ำเดิม เช่น การพักหนี้เกษตรกรรายย่อยแบบพักแล้วพักอีก ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลประกาศพักหนี้ประชาชนรายย่อยและเกษตรกรที่มีหนี้ไม่เกิน 5 แสนบาท ซึ่งในส่วนของเกษตรกรพบว่ามีเกษตรกรที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการกว่า 4 แสนราย เงินต้นกว่า 4.5 แสนล้านบาท แม้ที่ผ่านมาจะมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการไม่ถึง 7 หมื่นราย คิดเป็นมูลหนี้ 8,500 ล้านบาท
แต่ผลก็ไม่ต่างจากการทำโครงการรับจำนำข้าวตันละ 1.5 หมื่นบาท ที่เกษตรกรกลุ่มอื่นออกมาม็อบเรียกร้องการพยุงราคาจากรัฐบาลบ้าง เพราะล่าสุดลูกหนี้กลุ่มอื่นก็ออกมาโวยอยากขอพักหนี้แบบนี้บ้าง ซึ่งขณะนี้ ธ.ก.ส.กำลังทำโครงการพักหนี้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยที่มีหนี้สินคงค้างไม่เกิน 5 แสนบาท และเป็นสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มสหกรณ์ทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรอความชัดเจนว่าจะมีคนเข้าโครงการมากน้อยเพียงใด
จะเห็นว่า ผลจากการรับภารกิจมิสชันอิมพอสซิเบิล กู้ชีพให้รัฐบาลของ ธ.ก.ส. หากจะมองผิวเผินอาจเห็นว่าทำให้ ธ.ก.ส.มีรายได้ดีจากค่าบริหารจัดการ
แต่ในมุมกลับกันการรับภาระที่หนักเกินตัว อาจกำลังทำให้ฐานะทางการเงิน ธ.ก.ส.อ่อนแอลงเรื่อยๆ เพราะอีกมุมหนึ่งเท่ากับเป็นการซุกหนี้ที่เกิดจากผลขาดทุนในโครงการรัฐบาลแฝงไว้ที่งบการเงินของ ธ.ก.ส.ที่ต้องแบกภาระหนี้ที่รัฐบาลไม่มีวันใช้หนี้หมดเพราะมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้
ที่สำคัญการสูบเงิน ธ.ก.ส.ไปรับจำนำข้าว กำลังเบียดเงินสภาพคล่องที่ต้องสำรองไว้ใช้ดูแลเกษตรกรภาคอื่นๆ รวมถึงภารกิจเฉพาะหน้า ที่ไม่มีใครรู้ว่าปีนี้น้ำจะท่วมซ้ำรอยปี 2554 อีกหรือไม่
เพราะถ้าหากมีเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นกับประเทศไทยอีก เชื่อว่างานนี้ ธ.ก.ส.ไม่ต้องไปกู้ชีพให้ใคร เพราะแค่กู้ชีพตัวเองก็แทบจะเอาไม่รอดแล้ว







