
ตุลาการแถลงความเห็นให้คืนตำแหน่ง"ถวิล"
องค์คณะตุลาการแถลงความเห็นส่วนตัว ให้คืนตำแหน่งเลขาฯ สมช. แก่ ถวิล เปลี่ยนศรี ชี้การใช้ดุลยพินิจนายกฯไม่ชอบด้วยกฎหมาย
องค์คณะตุลาการแถลงความเห็นส่วนตัว ให้คืนตำแหน่งเลขาฯ สมช. แก่ ถวิล เปลี่ยนศรี ชี้การใช้ดุลยพินิจนายกฯไม่ชอบด้วยกฎหมาย
วันนี้ (24 ก.ย.) ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาคดีครั้งแรก กรณีที่นายกรัฐมนตรี ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองกลาง ที่สั่งเพิกถอนคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 152/2554 วันที่ 7 ก.ย. 2554 ที่ให้นายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ในตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ โดยนายถวิล ผู้ฟ้องคดีนี้ได้เดินทางมาด้วยตนเอง แต่ไม่ประสงค์ที่จะแถลงปิดคดี ขณะที่นายกรัฐมนตรีมอบอำนาจให้นายนนทิกร กาญจนะจิตรา เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เป็นผู้แถลงปิดคดีด้วยวาจา
องค์คณะได้ให้ตุลาการผู้แถลงคดีแถลงความเห็นส่วนตัวต่อคดีที่ไม่มีผลผูกพันต่อการพิจารณาวินิจฉัยขององค์คณะ โดยเห็นว่า ตามระเบียบก.พ.ไม่ได้กำหนดวิธีการปฏิบัติในการโอนย้ายไว้ชัดเจน ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงพบว่า มีการยินยอมของ 2 รัฐมนตรีเจ้าสังกัดที่กำกับดูแลหน่วยงานที่จะให้มีการโอนย้ายกัน แม้จะมีลักษณะเร่งรีบ แต่ก็เชื่อว่ามีการประสานงานกันก่อนแล้ว จึงไม่ทำให้ขั้นตอนการโอนย้ายเสียไป อีกทั้งมีการเสนอให้ ครม.เห็นชอบในเวลาต่อมา และมีการนำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ ดังนั้นคำอุทธรณ์ของนายกรัฐมนตรีรับฟังขึ้น
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีอ้างเหตุในการย้ายนายถวิล ว่า ไม่ปฏิบัติตามนโยบายด้านความมั่นคงที่รัฐบาลได้แถลงไว้ อีกทั้งตำแหน่ง สมช. เป็นตำแหน่งระดับปฏิบัติ ซึ่งนายถวิลมีความเหมาะสม เชี่ยวชาญด้านการวางแผนในลักษณะเสนาธิการมากกว่า จึงเห็นควรให้มาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ตุลาการผู้แถลงคดีเห็นว่า ตำแหน่งเลขาฯ สมช. เป็นตำแหน่งที่มีบทบาทอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบที่มากกว่าที่ปรึกษานายกฯ อีกทั้งตามพ.ร.บ.สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นสมาชิกของสภาความมั่นคง เช่นเดียวกับนายกฯและรองนายกฯที่กำกับดูแล ดังนั้นที่อ้างว่าการโอนย้ายนายถวิลเพื่อยกระดับการปฏิบัติงานภาคสนามมาเป็นด้านเสนาธิการจึงไม่อาจรับฟังได้
"นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอข่าว การยอมรับของรองนายกฯที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่า พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.ในขณะนั้น ว่ายินดีที่จะถูกย้ายจากตำแหน่ง ผบ.ตร. หากมีตำแหน่งที่เหมาะสมกว่า อีกทั้งยังกล่าวด้วยว่า นายถวิล ซึ่งเคยเป็นเลขาธิการ ศอฉ. รัฐบาลนี้จึงไม่อยากให้อยู่ในตำแหน่ง แม้คำสัมภาษณ์จะไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานในการวินิจฉัยได้ แต่ในข้อเท็จจริงปรากฏว่า เหตุการณ์หลังจากนั้น เป็นไปตามคำพูดของรองนายกฯ"
ตุลาการผู้แถลงคดี ยังเห็นว่า การย้ายตำแหน่งนายถวิล ไปดำรงตำแหน่งอื่นก็ควรเป็นตำแหน่งที่เป็นหัวหน้าส่วนราชการ ที่ไม่ด้อยไปกว่าตำแหน่งเลขาฯสมช. และควรได้รับการยินยอมจากนายถวิล รวมถึงการย้ายนายถวิล ก็ไม่ได้เกิดจากการดำรงตำแหน่งครบวาระ 4 ปี จึงเห็นว่า การย้ายนายถวิล ไม่ได้มีเจตนาที่แท้จริงตามที่อ้างว่าย้ายเพื่อยกระดับการบริหารงานด้านความมั่นคง ซึ่งการใช้ดุลยพินิจของนายกฯไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ทั้งนี้ จึงเห็นควรเสนอต่อศาลปกครองสูงสุดให้มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองกลางที่เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายและให้คืนตำแหน่งเลขาฯ สมช.แก่นายถวิล นับแต่วันที่มีคำสั่งย้าย โดยหลังการพิจารณาคดีครั้งแรกเสร็จสิ้น องค์คณะไม่ได้แจ้งให้คู่กรณีได้ทราบว่าจะมีคำสั่งในคดีนี้เมื่อใด
ด้านนายถวิล กล่าวว่า รู้สึกพอใจกับการพิจารณาคดีดังกล่าว ซึ่งตนจะเกษียณอายุราชการในปี 2557 ก็หวังว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งออกมาก่อนวันที่ 30 ก.ย. 57 หากเป็นคำสั่งที่ออกมาเป็นคุณแก่ตนเองนั้น คงจะไม่ฟ้องร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้เอาผิดนายกฯและคณะรัฐมนตรี เพราะเป็นข้าราชการมา 30 ปี ไม่อยากเห็นนายกฯและคณะรัฐมนตรี ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เพราะสาเหตุมาจากตน แต่หากคำพิพากษาไม่เป็นคุณ ก็จะทำหน้าที่ที่ปรึกษานายกฯให้ดีที่สุดจนกว่าจะเกษียณ







