posttoday
ปลุกกระแส 8 ตุลา เกมตีปลาหน้าไซ

ปลุกกระแส 8 ตุลา เกมตีปลาหน้าไซ

23 กันยายน 2556

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

“แล้ววันนี้ก็ประกาศด้วยว่า เป็นที่รู้กันภายในว่าจะต้องเอารัฐบาลล้มให้ได้ในวันที่ 8 ต.ค. ซึ่งผมก็รู้ว่ามันคือวันอะไร ถือฤกษ์ ถือยาม อะไร ซึ่งมันตลก ผมว่ามันไม่อยู่ในกติกา กติกามันต้องคิดว่า 4 ปีนะ การเซ็นเซอร์ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ การอภิปรายต่างๆ มันต้องผ่านกระบวนการตามระบอบ ไม่เห็นเป็นไร...”

เป็นท่าทีทางการเมืองล่าสุดจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านเว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา ทำให้เกิดการวิเคราะห์ไปต่างๆ นานา ทั้งในมุมโหราศาสตร์และการเมืองว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกฯ และ รมว.กลาโหม หรือนั่นจะเป็นแค่การเปิดประเด็นชิงพื้นที่ข่าวเพื่อกลบบางเรื่อง

ในบริบทของโหราศาสตร์ วันที่ 8 ต.ค. ตามที่อดีตนายกฯ ทักษิณว่ามานั้น ตรงกับวันอังคาร ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 11 ปีมะเส็ง ประเด็นนี้ “กิจจา ทวีกุลกิจ” หรือหมอนิด โหรทำนายดวงเมืองและเหตุการณ์ทางการเมืองชื่อดัง ได้พยากรณ์ไว้ว่า “ช่วงเวลาตั้งแต่สิ้นเดือน ก.ย.เป็นต้นไปจนถึงเดือน ต.ค. ดวงของรัฐบาลอยู่ในช่วงดิ่งลง ไม่มีแนวโน้มจะดีขึ้น...

...เดือน ต.ค.เป็นเดือนธาตุน้ำและดิน ทั้ง ยิ่งลักษณ์ และ พ.ต.ท.ทักษิณ มีดิถีธาตุประจำตัวเป็นธาตุไฟทั้งคู่ จึงอาจโดนธาตุน้ำในเดือน ต.ค. เข้าดับไฟ และหลังจากนั้นจะหนักกว่าเดิม เพราะเดือน พ.ย. และ ธ.ค. ถือเป็นเดือนธาตุน้ำล้วนๆ”

จากคำพยากรณ์ดังกล่าวเป็นการแสดงให้เห็นว่า ในเชิงโหราศาสตร์แล้ว รัฐบาลกำลังอยู่ในสถานการณ์ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก ประหนึ่ง “พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก”

ขณะที่ในมุมการเมืองบนบริบทที่เป็นวิทยาศาสตร์แล้ว ถ้าย้อนกลับไปในช่วงเดือน ต.ค.ของทุกปี ตั้งแต่เข้าบริหารประเทศจะพบว่ามีแต่ปัญหาทั้งสิ้น

ปี 2554 เผชิญกับเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ในช่วงนั้นนิคมอุตสาหกรรมพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหายอย่างหนักจนนายกฯ ต้องยกเลิกการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศทั้งหมด และเกิดคำพูดติดปากของสังคมส่วนใหญ่ว่า “เอาอยู่”

ปี 2555 โครงการรับจำนำข้าวเริ่มได้รับการตั้งคำถามอย่างหนักว่ามีการขาดทุนจำนวนมหาศาลหรือไม่ หลังจากมีหลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่ารัฐบาลไม่สามารถระบายข้าวที่รับจำนำข้าวมาจากเกษตรกรได้ รวมไปถึงการเกิดกลุ่มองค์การพิทักษ์สยามและชุมนุมขับไล่รัฐบาลครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 ต.ค.

เวลานั้นใช่ว่าจะมีแต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่เจอกับกระแสกดดันเท่านั้น เพราะแม้แต่ตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ก็มีคดีความที่ต้องต่อสู้เพิ่มอีกหนึ่งคดีเช่นกัน ภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ออกหมายจับในคดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้กล่าวหาจากกรณีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้เพื่อฟื้นฟูกิจการบริษัท กฤษดามหานคร โดยมิชอบ

ขณะที่มาในเดือน ต.ค.ของปี 2556 เริ่มมีแนวโน้มว่าจะมีปัจจัยที่ก่อให้เกิดเป็นกระแสกดดันรัฐบาลได้เช่นกันเหมือนทุกปีที่ผ่านมา

วาระที่ต้องจับตามากที่สุดคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของ สว. เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ได้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้วว่าขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ในหลายประเด็น โดยเฉพาะการทำให้เกิดผลกระทบต่อการตรวจสอบถ่วงดุลตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

ขั้นตอนในเวลานี้ของศาลรัฐธรรมนูญนั้น น่าจะรอให้วุฒิสภามีมติเห็นชอบ “ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ” ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 23 ก.ย.นี้ก่อน ซึ่งจะทำให้มีองค์คณะตุลาการศาลครบ 9 คน เพื่อเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญ และจากนั้นจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลทันทีว่าจะรับคำร้องหรือไม่

ตามขั้นตอนของศาล หากมีความเห็นว่าให้รับคำร้องเอาไว้มีความเป็นไปได้ที่ศาลจะมีคำสั่งให้รัฐสภาชะลอการลงมติให้ความเห็นชอบในวาระที่ 3 ออกไป ต่อมาเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านและรัฐบาลที่ต้องต่อสู้คดีในชั้นศาล จากกระบวนพิจารณาเหล่านี้เบ็ดเสร็จ คาดว่าศาลน่าจะมีคำวินิจฉัยได้ภายในเดือน ต.ค.

แน่นอนว่าแม้คดีนี้จะไม่มีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล เพราะนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้มีสถานะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยที่จะต้องถูกเว้นวรรค 5 ปี หากศาลวินิจฉัยว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้มิชอบและมีคำสั่งให้ยุบพรรคก็ตาม แต่ในทางการเมืองแล้วปฏิเสธไม่ได้ว่าย่อมจะเจอกับกระแสกดดันให้ต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกเหนือไปจากการแก้รัฐธรรมนูญแล้ว ต้องยอมรับว่า “โครงการรับจำนำข้าว” เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เข้ามามีผลต่อรัฐบาลเช่นกัน

คดีร้อนในมือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เวลานี้ถือว่ามีความคืบหน้าไปมาก โดยเหลือเพียงรอข้อมูลจากเช็คเงินสดของธนาคารที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายข้าวเท่านั้น ซึ่งคาดว่าในช่วงเดือน ต.ค. จะได้ข้อมูลที่เพียงพอในระดับหนึ่งสำหรับการให้ความเห็นอย่างหนึ่งอย่างใดได้

ขณะเดียวกันแม้ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเมื่อ “กล้านรงค์ จันทิก” กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนได้พ้นจากตำแหน่ง แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเพราะเมื่อ ป.ป.ช. ได้มอบหมาย “วิชา มหาคุณ” หนึ่งในนักกฎหมายมือฉมังของ ป.ป.ช.เข้ามาทำหน้าที่นี้แทน

เหนืออื่นใดตัว “กล้านรงค์” ยังได้รับความไว้วางใจจาก ป.ป.ช. ให้ทำงานในคณะอนุกรรมการต่อไป เท่ากับว่าทุกอย่างเดินหน้าไปตามปกติ

นอกจากนี้ ยังมีคดีเขาพระวิหารที่จะตัดสินในช่วงเดือน ต.ค.ธ.ค.นี้ ซึ่งหากผลออกมาทำให้ไทยต้องเสียดินแดนทับซ้อน 4.6 กิโลเมตร รัฐบาลจะเจอกับแรงของความไม่พอใจอย่างหนักหน่วงแน่

ดังนั้น ทุกสถานการณ์ในเดือน ต.ค. ล้วนเป็นปัจจัยสร้างความสั่นคลอนให้รัฐบาล ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยและ พ.ต.ท.ทักษิณรู้ดีและพยายามหาทางรับมือแก้เกมกันอยู่ ครั้นมีหมอดูออกมาทำนาย 8 ต.ค. ชะตารัฐบาลจะขาด ก็ถือโอกาสใช้ยุทธการดักคอเอาไว้ก่อน ส่วนจะได้ผลหรือไม่คงไม่ได้ขึ้นอยู่กับสวรรค์หรือดวงดาว แต่อยู่ที่ตัวรัฐบาลเอง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท