
มองยาว
นับเป็นเรื่องน่ายินดี ที่รัฐบาลยังคงให้ความสนใจ สร้างผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นกำลังสำคัญในแต่ละฟันเฟืองช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ถ้าจะให้ดี คงถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญการต่อยอดออกไปของเอสเอ็มอี ซึ่งสร้างขึ้นมาให้สามารถอยู่รอดได้ระยะยาวมากขึ้น
นับเป็นเรื่องน่ายินดี ที่รัฐบาลยังคงให้ความสนใจ สร้างผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นกำลังสำคัญในแต่ละฟันเฟืองช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ถ้าจะให้ดี คงถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญการต่อยอดออกไปของเอสเอ็มอี ซึ่งสร้างขึ้นมาให้สามารถอยู่รอดได้ระยะยาวมากขึ้น
ทั้งนี้ ตามแผนของ รมว.อุตสาหกรรม ได้ประกาศสนับสนุนเอสเอ็มอี และโอท็อป โดยจะพัฒนาผู้ประกอบการรายใหม่ให้ได้ประมาณ 2 หมื่นราย เพิ่มขึ้นจากเอสเอ็มอีทั่วประเทศปัจจุบันมีอยู่ 2.7 ล้านราย ซึ่งโครงการส่งเสริมเอสเอ็มอีรายใหม่ที่ผ่านมา ช่วง 3 ปี (2551-2553) มีอัตราการอยู่รอดของเอสเอ็มอีใหม่ประมาณ 30% ของทั้งหมด หรือมีเอสเอ็มอีเกิดใหม่ที่ไม่เจ๊งถึงปีละ 6,000 ราย
หากมองเพียงผิวเผิน ตัวเลขการตั้งกิจการใหม่แล้วอยู่รอดถึง 30% นับเป็นตัวเลขที่ดีของการทำธุรกิจทั่วไป แต่จากผลสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ล่าสุด พบมีเรื่องน่าตกใจเกี่ยวกับเอสเอ็มอีใหม่ ช่วงอายุธุรกิจ 110 ปี และ 10-30 ปี พบว่าความสามารถในการแข่งขันร่วงลงอย่างน่าเป็นห่วง
ตามรายงานของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ภาพรวมเอสเอ็มอีไทย กลุ่มที่เริ่มทำธุรกิจช่วง 110 ปี ความสามารถในการทำธุรกิจอยู่ในระดับที่ต่ำและมีแนวโน้มลดลง เพราะมีเครือข่ายธุรกิจน้อย และโดนกระทบจากเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว ขณะที่เอสเอ็มอีอายุ 1030 ปี ความสามารถในการทำธุรกิจก็ลดลงเช่นกัน โดยเอสเอ็มอี 110 ปี มีปัญหาสภาพคล่องมากที่สุด และมีสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ลดลง ขณะเอสเอ็มอี 30 ปีขึ้นไป โดนปัญหาสินทรัพย์ทำธุรกิจลดลง
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาที่เอสเอ็มอีทุกกลุ่มอายุธุรกิจเจอ เช่น ต้นทุนทำธุรกิจที่สูงขึ้น แต่ปรับขึ้นราคาสินค้าไม่ได้ ขาดงบลงทุนด้านการตลาด ไม่มีงบลงทุนพัฒนาวิจัยสินค้าใหม่ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า
จะว่าไปแล้วปัญหาของเอสเอ็มอีต่างๆ ที่เกิดขึ้น รัฐบาลต่างก็ทราบอยู่แล้วว่าเอสเอ็มอีไทยต้องเผชิญปัญหาดังกล่าว แต่ที่ผ่านมาการพยุงเอสเอ็มอีใหม่ให้อยู่รอด อาจจะนำไปใช้แสดงเป็นผลงานทางการเมืองไม่ได้หวือหวามาก จึงทำให้ที่ผ่านมาขาดการสานต่อในส่วนนี้ แต่ไปเน้นที่จะสร้างเอสเอ็มอีใหม่ที่ใช้พูดเป็นผลงานได้มากกว่า
ดังนั้น จึงถึงเวลาที่นักการเมืองควรจะมองอะไรที่เห็นผลในระยะยาวกว่าจะนำไปใช้เลือกตั้งทุก 4 ปี เพื่อช่วยสร้างเสถียรภาพให้เศรษฐกิจผ่านเอสเอ็มอี ด้วยการออกมาตรการมาช่วยทั้งด้านลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มความสามารถแข่งขัน เพื่ออนาคตของชาติระยะยาว







