
กอร์ปศักดิ์อัดรัฐบาลรีดภาษีเอื้อเอกชน
กอร์ปศักดิ์โพสต์เฟซบุ๊กจวกรัฐบาลลดภาษีเอกชน จัดเก็บรายได้ไม่เป็นธรรม เอกชนใช้ไฟมากต้องจ่ายมาก
กอร์ปศักดิ์โพสต์เฟซบุ๊กจวกรัฐบาลลดภาษีเอกชน จัดเก็บรายได้ไม่เป็นธรรม เอกชนใช้ไฟมากต้องจ่ายมาก
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ Korbsak Sabhavasu แสดงความคิดเกี่ยวกับการสร้างเขื่อน และโรงไฟฟ้า โดยได้ยกตัวอย่างโครงการใช้ไฟฟรีตั้งแต่ 2551 มาเปรียบเทียบ เพื่อให้เห็นว่าโครงการดังกล่าวสามารถช่วยประชาชนที่ใช้ไฟไม่เกินเพดานที่รัฐกำหนดเอาไว้ ถึง 30 ล้านคน แต่หากมองในมุมกลับกันจะพบว่า คนไทยเกือบ 30 ล้านคน ต้องอยู่อย่างยากลำบาก มีเพียงแสงสว่างจากดวงไฟเพียงไม่กี่ดวง จึงเกิดคำถามว่าทำไมทุกรัฐบาลจึงอยากสร้างเขื่อน หรือโรงไฟฟ้า เหตุเพราะภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้ามาก
นายกอร์ปศักดิ์ โพสต์ถามต่อไปว่า แปลว่าต้องนำเงินภาษีของประชาชนจำนวนมหาศาล ไปสร้างเขื่อน สร้างโรงไฟฟ้า ให้ภาคเอกชนใช่หรือไม่ คำตอบชัดเจนมากกว่า ใช่ แบบนี้เป็นธรรมกับผู้เสียภาษีหรือไม่ รัฐบาลที่ดีควรใช้หลักคิดในการบริหาร โดยควรต้องเก็บภาษีเงินได้จากนิติบุคคลในอัตราที่เหมาะสม แต่ในทางกลับกันรัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ กลับลดภาษีให้กับภาคเอกชนถึง 2 ครั้งติดต่อกันครั้งแรก จาก 30% เป็น 23% และครั้งที่ 2 จาก 23% เป็น 20% จึงทำให้รายได้รัฐหดหาย
ถึงเวลาแล้วที่ภาคเอกชนซึ่งใช้ไฟมากต้องจ่ายค่าไฟในอัตราที่สูงกว่าในปัจจุบัน เพื่อนำรายได้ที่เกินมาเฉลี่ยให้กับประชาชนที่ใช้ไฟเพื่ออยู่อาศัย ค่าไฟจะได้ไม่ต้องปรับเพิ่มขึ้นอีก
ข้อความที่นายกอร์ปศักดิ์โพสต์บนเฟซบุ๊คส่วนตัว
อดีตนายกสมัครริเริ่มโครงการใช้ไฟฟรีเมื่อปี 2551 ครอบครัวไหนใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน ไม่ต้องจ่ายเงิน วางแผนเป็นโครงการชั่วคราวเพียง 6 เดือน ตามมาด้วยอดีตนายกอภิสิทธิ์ที่ไม่ได้ยกเลิกโครงการ แต่ปรับเพดานการใช้ไฟฟ้าจาก 150 หน่วยลงเหลือ 90 หน่วยต่อเดือน
วันนี้นายกยิ่งลักษณ์เดินหน้าต่อเช่นกัน แต่ปรับเพดานให้ลดลงไปอีกจาก 90 หน่วยเหลือ 50 หน่วยต่อเดือน ของฟรีไม่มีในโลกครับ รัฐบาลใช้เงินภาษีจ่ายแทนประชาชนที่ใช้ไฟฟรี เงินภาษีส่วนนี้นำมาช่วยครอบครัวของคนไทยที่อยู่บ้านหลังน้อยนิด ใช้ไฟไม่มาก
โครงการนี้คุ้มค่า เพราะมีผู้ที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 10 ล้านครัวเรือน (ที่เพดาน 90 หน่วย ) เฉลี่ยประชากรครอบครัวละ 3 คนก็ปาเข้าไป 30 ล้านคนแล้ว เจ้าของภาษีไม่บ่นเพราะเงินภาษี จาก 60 ล้านคน ช่วยคนไทย 30 ล้านคน รับได้
แต่ถ้ามองอีกมุมนึงก็น่าใจหาย เพราะนั่นหมายถึงคนไทยเกือบ 30 ล้านคน อยู่อย่างยากลำบาก ไฟแสงสว่างที่ใช้ในบ้านมีเพียง 2-3 ดวง ถ้ามีทีวีคงนานๆได้เปิดซักที เตารีด ตู้เย็น (ถ้ามี ) ก็คงเกือบจะไม่ได้ใช้
ถามว่า ถ้าใช้ไฟฟ้าน้อยขนาดนี้ ทำไมทุกรัฐบาลถึงกังวลว่าอนาคตเราจะไม่มีไฟฟ้าใช้เพียงพอ อยากสร้างเขื่อน อยากสร้างโรงไฟฟ้า
ตอบว่า ภาคเอกชน ภาคอุตสากรรม ( โรงแรม โรงงาน ฯลฯ ) ใช้ไฟฟ้ามากที่สุด
ถามต่อว่า แปลว่าเงินภาษีของเราจำนวนมหาศาลได้ใช้ทุ่มเทลงทุนสร้างเขื่อน สร้างโรงไฟฟ้าเพื่อให้ภาคเอกชนได้มีไฟฟ้าใช้ ใช่หรือไม่ ตอบได้อย่างชัดเจนว่า ‘ ใช่ ‘ ครับ
แล้วอย่างนี้ถือว่าการใช้เงินภาษีของคนไทยทั้งประเทศเพื่ออุ้มภาคเอกชน จะถูกต้องหรือเป็นธรรมกับผู้เสียภาษีหรือ
เป็นธรรมและจำเป็นด้วยเพราะภาคเอกชนไม่มีปัญญาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อย่างนี้ได้ แต่ ........ ตรงนี้สำคัญ.....รัฐบาลที่ดีควรใช้หลักคิดนี้ในการบริหารครับ
ภาคเอกชนมีกำไร รัฐบาลต้องเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ครบถ้วนในอัตราที่เหมาะสม รัฐบาลนายกยิ่งลักษณ์ลดภาษีส่วนนี้ให้ภาคเอกชนถึงสองครั้งติดต่อกัน ครั้งแรก จาก 30 % เป็น 23 % และครั้งที่สองจาก 23 % เป็น 20 % ลดมากไปครับ ลดครั้งเดียวก็เหลือพอแล้ว ทำให้รายได้รัฐหดหายไปจำนวนมาก
ภาคเอกชนที่ใช้ไฟฟ้ามาก ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูงกกว่าปัจจุบัน การไฟฟ้าจะได้นำรายได้ส่วนเกินนี้มาเฉลี่ยให้กับประชาชนที่ใช้ไฟฟ้าเพื่ออยู่อาศัย ค่าไฟจะได้ไม่ต้องปรับขึ้น เกือบทุกรัฐบาลยังไปไม่ถึงประเด็นนี้ซักที ถึงเวลาแล้วครับ
คุยให้ฟังเพื่อให้เห็นภาพว่า การแก้ปัญหาช่องว่าง(ที่ถ่างขึ้นทุกวัน ) ระหว่างรายได้ของคนรวย กับคนจน ต้องอาศัยนโยบายการคลังที่ดี มีวินัย รัฐฯต้องเก็บภาษีอย่างเป็นธรรม รัฐฯต้องใช้เงินภาษีอย่างโปร่งใส กระจายเงินเพื่อให้คนส่วนรวม ส่วนใหญ่ของประเทศได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง
ถ้าทำได้ เราไปรอดครับ







