
นักวิชาการรุ่นผมมันไม่มีน้ำยา (ว่ะ)
แนวคิดการสร้างเขื่อนแม่วงก์ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นโครงการที่มีมาตั้งแต่ปี 2525 และถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่ในแผนการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลอีกรอบ
แนวคิดการสร้างเขื่อนแม่วงก์ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นโครงการที่มีมาตั้งแต่ปี 2525 และถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่ในแผนการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลอีกรอบ
ศศิน ย้ำว่าแม่วงก์เป็นส่วนหนึ่งของป่าตะวันตก ซึ่งเป็นป่าต่อเนื่องผืนเดียวที่ใหญ่ที่สุด มีห้วยขาแข้ง ทุ่งใหญ่นเรศวร แม่วงก์ คลองลาน ฯลฯ และเป็นผืนป่าเดียวที่มีสัตว์ป่าต่างจากป่าหรืออุทยานแห่งชาติอื่นๆ ที่มีแต่ป่าเปล่าๆ และสิ่งที่ชี้ว่ามีสัตว์ป่าจำนวนมากอาศัยอยู่ในผืนป่านี้ดูได้ง่ายๆ จากปริมาณของเสือ เพราะเสืออยู่บนยอดสุดของห่วงโซ่อาหาร เมื่อมีเสือ แสดงว่ามีสัตว์เท้ากีบที่เป็นอาหารของเสืออาศัยอยู่มากมายตามไปด้วย ซึ่งจากข้อมูลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กองทุนสัตว์ป่า และสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า ก็ชี้ว่ามีเสืออยู่ทั้งหมดประมาณ 100 กว่าตัว
ขณะเดียวกัน ลักษณะของป่าแม่วงก์เป็นป่าริมน้ำที่ราบต่ำ มีหญ้า มีป่าเต็งรังโอบอยู่โดยรอบ แม้จะเป็นพื้นที่เพียงนิดเดียวเมื่อเทียบกับพื้นที่ป่าตะวันตกทั้งหมด แต่ก็มีความสำคัญในฐานะเป็นแหล่งที่อยู่และอาหารสำคัญของสัตว์เท้ากีบต่างๆ
“ป่าลักษณะเช่นนี้ ถ้าไปตั้งอยู่นอกผืนป่าตะวันตกมันก็ไม่มีคุณค่าอะไร แต่พออยู่ในป่าตะวันตก มันกลายเป็นแหล่งอาหารของสัตว์กีบ เสือเข้ามากินสัตว์กีบ น้ำก็มีกินตลอดปี แต่ถ้าสร้างเขื่อนน้ำก็ท่วมหมด สภาพของป่าที่ราบก็หมดไป และในรายงาน EHIA ละเลยจุดนี้ การลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมจึงลดไม่ได้หรอก สมมติว่าน้ำท่วมไป 1 หมื่นไร่ แล้วไปปลูกป่าทดแทนจะได้ป่าแบบนี้ไหม ปลูกไปก็ได้แค่สวนป่า ไม่ได้เป็นแหล่งที่อยู่สัตว์ป่า แล้ว EHIA ก็ไม่ได้ระบุพื้นที่ปลูกป่าทดแทนด้วยซ้ำ แต่กลับอธิบายความคุ้มค่าว่าจะได้เนื้อไม้เพิ่มมาอีก 5 เท่า”
นอกจากนี้ ด้วยเหตุผลทางวิชาการ เขื่อนแม่วงศ์มีขนาดเล็กเกินไป จากพื้นที่ชลประทาน 3 แสนไร่ ควรมีน้ำประมาณ 500600 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ถึงจะได้น้ำทำนา 1 ครอป แต่ตัวเขื่อนแม่วงก์มีน้ำ 250 ล้าน ลบ.ม. เพียงพอทำนาได้ประมาณ 1 แสนไร่ แต่พื้นที่ชลประทานที่เอาไปคำนวณค่าความคุ้มทุนกลับคำนวณถึง 3 แสนไร่ ดังนั้น น้ำไม่พอแน่ผลประโยชน์จากเขื่อน จึงน้อยเกินไปไม่คุ้มค่ากับการทำลายป่า
ที่สำคัญในผืนป่าตะวันตกไม่ได้มีโครงการก่อสร้างแค่แม่วงก์ที่เดียว แต่มีโครงการอื่นๆ มะรุมมะตุ้มรออยู่อีก ทั้งการทำถนนคลองลานอุ้มผาง การทำเหมืองแร่ในทุ่งใหญ่ตะวันตก การสร้างอุโมงค์ผันน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ ฯลฯ ซึ่งหากโครงการสร้างเขื่อนเกิดขึ้นมา ก็จะมีโครงการอื่นๆ ผุดตามเป็นโดมิโน่
“โดยหลักการของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เราทำงานเป็นหมาเฝ้าบ้าน เพราะป่าเป็นของคนไทย อะไรที่มันเข้ามาทำมิดีมิร้ายกับป่า มูลนิธิสืบฯ เราไม่ยอมหรอก สักโครงการเดียวก็ไม่ยอม ไม่ต้องมาอธิบายมาชั่งน้ำหนักหรอก ผมลุยแหลกอยู่แล้ว โครงการไหนเข้ามาในป่าตะวันตก คุณเจอกับผม”
ทั้งนี้ รายงาน EHIA ของเขื่อนแม่วงก์เคยถูก คณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ตีกลับไปศึกษาใหม่ 19 ประเด็น เมื่อปลายปี 2555 แต่หลังจากนั้นในช่วงต้นปี 2556 มีการเปลี่ยนตัวเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) จากวิจารณ์ สิมาฉายา เป็นสันติ บุญประคับ รายงาน EHIA ก็ผ่านขั้นตอนมาเรื่อยๆ และกำลังจะถูกพิจารณาอีกครั้งราวๆ สิ้นเดือนนี้
“คุณวิจารณ์ท่านเป็นนักวิชาการสิ่งแวดล้อม เป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงตรงไปตรงมา แต่คุณสันติแกนิยมความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แล้วยังไงไม่รู้ มานั่งเป็นประธาน คชก.ซะเอง ซึ่งปกติตัวเลขา สผ.ไม่มาเป็นหรอก เขาให้กรรมการสิ่งแวดล้อมผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกมาเป็น และตอนนั้นคุณปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นรองนายกฯ ดูแลกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น มันก็มีตัวชี้วัดว่ามีการใช้อำนาจการเมืองมาแทรกแซงอำนาจทางวิชาการ”
ด้วยเหตุนี้ ศศิน จึงต้องแย้งต้องออกมาเดินประท้วงว่าปล่อยผ่าน EHIA ไปได้อย่างไร รู้สึกว่ายอมให้กลไก สผ.ทำอะไรแบบนี้ไม่ได้ เพราะตัวเขาเองก็เคยนั่งเป็นกรรมการ คชก. อยู่ 78 ปี และไม่เคยเจอเรื่องอะไรแบบนี้มาก่อน
“แค่เจอแมงกานีสเกินค่ามาตรฐานยังให้กลับไปศึกษาใหม่ตั้ง 56 ปี กรรมการ คชก.มันชุ่ยไม่ได้ มันเป็นของดีๆ ของคนไทยในภาพรวม ไม่ใช่เรื่องว่าเห็นสัตว์สำคัญกว่าคน แต่มันเป็นสมบัติใหญ่ของชาติ คุณจะมานั่งเอาน้ำให้ตำบลนึงแสนไร่ ทำไมไม่ขุดบ่อเอา” ศศิน กล่าว
อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านช่วงเวลาการเดินเท้ากว่า 300 กิโลเมตร และได้รับการตอบรับจากสาธารณชนเป็นอย่างดี โดยเฉพาะจากชุมชนโซเซียลเน็ตเวิร์ก แต่สิ่งที่ศศินยังผิดหวังอยู่คือการตอบรับจากนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย
“ผมคาดหวังนักวิชาการมากนะว่าจะออกมาตอบรับมากกว่านี้ แต่ผมไม่เห็นว่าคณะวนศาสตร์จะทำอะไรกับเรื่องนี้สักเท่าไหร่เลย มิหนำซ้ำอาจารย์วนศาสตร์บางคนก็อยู่ในทีมทำรายงาน EHIA ด้วย”
เลขาธิการมูลนิธิสืบฯ ย้ำว่า หากยังมีสำนึกในวิชาการ คณะวนศาสตร์และนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมต้องเดินออกมาแสดงจุดยืน แต่นี่กลับไม่มีเลย รวมถึงนักวิชาการของกรมอุทยานฯ ต้องแสดงออกมากกว่านี้ ไม่ใช่กลัวขี้หดตดหาย
“ถ้ามองในแง่นี้ ผมยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่หรอก มันไม่มีน้ำยา นักวิชาการรุ่นผม รุ่นน้องผม รุ่นพี่ผมมันไม่มีน้ำยาว่ะ”
ศศิน ฝากคำถามทิ้งท้ายถึงนักวิชาการและชาววนศาสตร์ทั้งหลายว่า หากเป็นเมื่อ 20 ปีก่อน สมัยอาจารย์สุรพล สุดารา อาจารย์ปริญญา นุตาลัย และอาจารย์ธงชัย พรรณสวัสดิ์ เหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ คนรุ่นนั้นจะปล่อยให้กลไกการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมถูกปู้ยี่ปู้ยำขนาดนี้หรือไม่
“เรามีนักวิชาการอะไรที่พึ่งได้บ้างในสังคมไทย ขบวนการบริสุทธิ์อย่างเอ็นจีโอก็มีทำงานอยู่แต่ก็อ่อนล้าไป ขบวนการนักศึกษาหายไปไหนหมด มีมาร่วมอยู่บ้างแต่ความเข้มแข็งของขบวนไม่มีเลย ผมก็ต้องเดินเพื่อกระตุ้นมโนสำนึก กระตุ้นต่อมสำนึกของเขา แต่ก็ปรากฏว่าก็ไม่มีเท่าไหร่” เลขาธิการมูลนิธิสืบฯ กล่าวทิ้งท้าย







