
ความไม่เชื่อมั่น
ในที่สุด พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท
ในที่สุด พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ก็ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระ 2 และ 3 แล้ว และเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาในเร็วๆ นี้
การพิจารณากฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับอนาคตประเทศไทยครั้งนี้ ประชาชนได้รับรู้และฟังการอภิปรายน้อยมาก เนื่องจากไม่มีการถ่ายทอดสดทางฟรีทีวี ให้ประชาชนติดตามรับฟังว่าสาระสำคัญของกฎหมายเป็นอย่างไร และมีประเด็นใดบ้างที่ถกเถียงและตั้งข้อสังเกตไว้
เรื่องที่มีการติติงในสภาผู้แทนราษฎรกันมาก สาระสำคัญคือการไม่เชื่อว่าจะมีการลงทุนอย่างโปร่งใส ไร้คอร์รัปชั่น เพราะการที่รัฐบาลเลือกที่จะออกกฎหมายเฉพาะเพื่อลงทุนโดยไม่ยอมบรรจุโครงการไว้ในงบประมาณแผ่นดินประจำปี ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ
แต่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง ยืนยันตลอดเวลาว่า การลงทุนจะมีความโปร่งใสในการดำเนินโครงการนอกเหนือจากการประกาศเป็นกฎหมายเพื่อกำหนดราคากลางในการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ ที่ชัดเจนแล้ว ยังมีองค์กรอิสระและฝ่ายอื่นๆ ตรวจสอบด้วย
อย่างไรก็ดี การยืนยันของนายกิตติรัตน์ จะเชื่อถือได้แค่ไหนก็ไม่อาจรู้ได้ เพราะตลอดเวลาที่เข้าร่วมในรัฐบาล นายกิตติรัตน์เปลี่ยนแปลงคำพูดตลอดเวลา จนเจ้าตัวเองยังยอมรับว่าบางเวลาก็มีการ ไวท์ลาย หรือโกหกสีขาวบ้าง แต่เป็นการโกหกเพื่อชาติ ไม่ให้เกิดความแตกตื่น เป็นต้น
ความไม่น่าเชื่อถือในเรื่องความโปร่งใสและการปราศจากผลประโยชน์ของรัฐบาล สะท้อนออกมาจากมุมมองของเอกชน โดยนายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล ระบุชัดเจนว่า การคอร์รัปชั่นยุคนี้สูงมาก ไม่มียุคไหนเหมือนยุคนี้ ถือเป็นต้นเหตุทำให้เศรษฐกิจไทยไม่เจริญและพัฒนายาก คอร์รัปชั่นเป็นสิ่งที่ทำลายบ้านเมืองได้มากที่สุด
ความไม่เชื่อมั่นของทุกฝ่ายที่มีต่อรัฐบาลในเรื่องของการควบคุมจะไม่ให้มีการคอร์รัปชั่นเป็นสิ่งที่รัฐบาลควรนำไปใส่ใจและหาวิธีการแก้ไข อย่าเมินเฉยต่อคำแนะนำที่มีการเสนอเข้ามา คำแนะนำของฝ่ายค้านและนักวิชาการบางประเด็นก็เป็นเรื่องดี หากรัฐบาลจะนำไปดำเนินการก็ไม่น่าจะเกิดความเสียหายอะไร
จากนี้ไปกฎหมายจะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาแล้ว เราคงจะได้ยินคำท้วงติงในประเด็นเดิมอีก
รัฐบาลจะต้องไม่ลืมว่าการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทนี้ หากรวมดอกเบี้ยด้วยจะกลายเป็น 5 ล้านล้านบาท จะต้องใช้เวลาถึง 50 ปี จึงจะชำระคืนหนี้ได้หมด หรืออาจจะนานมากกว่านี้ ซึ่งอาจไม่มีคนในรัฐบาลนี้อายุยืนยาวจนได้เห็นการชำระหนี้คืน







