
เซอร์ไพรส์
หักปากกาเซียนไปหลายสำนักทีเดียวสำหรับผลจากการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อวานนี้ ที่เบน เบอร์แนนคี ประกาศไม่ลดวงเงินซื้อคืนพันธบัตร แถมยังไม่กำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน จนนักวิเคราะห์หลายคนเริ่มไม่กล้าฟันธงอีกว่า การลดคิวอีงวดต่อไปจะเกิดขึ้นเมื่อใด
หักปากกาเซียนไปหลายสำนักทีเดียวสำหรับผลจากการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อวานนี้ ที่เบน เบอร์แนนคี ประกาศไม่ลดวงเงินซื้อคืนพันธบัตร แถมยังไม่กำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน จนนักวิเคราะห์หลายคนเริ่มไม่กล้าฟันธงอีกว่า การลดคิวอีงวดต่อไปจะเกิดขึ้นเมื่อใด
บ้างก็ว่าน่าจะเป็นงวดการประชุม 17-18 ธ.ค.นี้ บ้างก็ว่าอาจจะเป็นงวด 28-29 ม.ค. 2557 เป็นการสั่งลาส่งท้ายก่อนจะอำลาตำแหน่งในสิ้นเดือน ม.ค.
และบ้างก็ยังว่าเบอร์แนนคีอาจไม่ลงมือทำอะไรเลย ปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้ว่าการเฟดคนต่อไปรับลูกแทน
ตลาดทุนอาจชอบใจเพราะยังมีสภาพคล่องมหาศาลเต็มวงเงิน 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน และยังมีทีท่าจะต่อเนื่องอีกยาว แต่หากพิจารณาให้ลึกๆ แล้วจะเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่สัญญาณที่ดีนัก
ประการแรก การยืดคิวอีออกไปโดยไม่กำหนดกรอบเวลา พร้อมลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐทั้งในปีนี้และปีหน้า เป็นสิ่งบ่งชี้ชัดเจนว่าเศรษฐกิจสหรัฐนั้นไม่ได้ฟื้นตัวแข็งแกร่งจริง และตลาดหุ้นสหรัฐที่ดีดตัวสูงสุดทุบสถิติใหม่ทั้งดัชนีดาวโจนส์และเอสแอนด์พี 500 นั้น ก็ไม่ได้สะท้อนให้เห็นสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริงของสหรัฐแม้แต่น้อย
ถ้าดูพวกดัชนีว่างงาน เงินเฟ้อ ตลาดที่อยู่อาศัย และดัชนีสำคัญอื่นๆ จะเริ่มเห็นการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป คือดีขึ้นจริงแต่ก็ไม่ได้มากพอขนาดจะทำให้สหรัฐตัดสินใจปรับทิศทางนโยบายการเงินเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ภาคการเงินในปี 2551
ที่น่าสนใจก็คือ การเปิดเผยตัวเลขรายได้ของชาวอเมริกันเมื่อ 12 วันมานี้ ที่พบว่ารายได้เฉลี่ยของคนอเมริกันในปีที่ผ่านมาลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันอยู่ที่ปีละ 5.1017 หมื่นเหรียญสหรัฐ และยังต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2538 (เทียบกับอัตราเงินเฟ้อแล้ว)
นอกจากนี้ ปัญหาช่องว่างรายได้ของชาวอเมริกันก็พุ่งสูงสุดครั้งใหม่อีกด้วย สะท้อนว่าสภาพเศรษฐกิจที่ดูฟื้นตัวขึ้นนั้น ไม่ได้ทำให้เงินเข้ากระเป๋าคนจนและชนชั้นกลางมากเท่าที่ควร แต่ไปเข้ากระเป๋าคนรวยและคนเล่นหุ้นมากกว่า
สัญญาณลบอีกประการจากการยื้อคิวอีก็คือ ทำให้เกิดความเสี่ยงฟองสบู่สินทรัพย์เพิ่มมากขึ้น ทั้งในสหรัฐเองและในประเทศอื่นๆ ที่นักเก็งกำไรเริ่มวางใจเดินหน้าลุยกันต่อ
ส่วนเอเชียเราก็ต้องอยู่ในวังวนลุ้นกับการชักเข้าชักออกกันอีกยาวค่ะ







