
เงินจำนำข้าวชักหน้าไม่ถึงหลัง
โดย...จตุพล สันตะกิจ
โดย...จตุพล สันตะกิจ
“วงเงินที่อนุมัติ 2.7 แสนล้านบาทไม่ใช่กรอบเงินกู้ใหม่ ยังใช้กรอบเดิม กระทรวงพาณิชย์จะต้องระบายข้าวเพื่อนำเงินกลับมาเข้าคลัง และนำเงินสดจากการระบายข้าวเข้ามาใช้ตรงนี้”
คือประกาศิตที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 17 ก.ย. ยืนยันว่า การใช้เงินในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปีการผลิต 2556/2557 ที่ตั้งเป้าหมายรับจำนำข้าวเปลือกทั้งฤดูกาลจำนวน 16.5 ล้านตัน กรอบวงเงินดำเนินการ 2.7 แสนล้านบาทนั้น จะต้องไปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 2 ต.ค. 2555 และ 10 มิ.ย. 2556 คือ กรอบวงเงินกู้ในโครงการรับจำนำข้าวจะถูกตรึงไว้ที่ระดับไม่เกิน 5 แสนล้านบาท
ไม่ว่าคำมั่นสัญญาที่นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ประกาศไว้จะบิดพลิ้วกลางทาง กระทั่งต้องกลืนน้ำลายยอมให้มีการขยายกรอบวงเงินกู้ในโครงการรับจำนำข้าวเกิน 5 แสนล้านบาทในภายหลังหรือไม่
แต่ในเชิงชั้นทางการเมืองต้องเรียกว่า ได้ผลดีอย่างน้อย 2 ประการ
ประการแรก เป็นการหย่าศึกระหว่างกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลังระลอกล่าสุด ที่โต้แย้งกันรายวันถึงที่มาของแหล่งเงินรับจำนำข้าวเปลือกรอบใหม่
ประการที่สอง รัฐบาลไม่ถูกครหาว่ากู้และกู้มาอุดโครงการรับจำนำข้าวจนกระเป๋าฉีก ก่อนที่จะมีแถลงผลงานรัฐบาลในสัปดาห์หน้า
ทว่าถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ไม่ต่างกับการขยี้โครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่เปรียบได้กับเป็นคนไข้หนักที่อยู่ในห้องไอซียูอยู่แล้ว ต้องมีโรคแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น
นั่นเพราะ คำพูดของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ที่เสมือนเป็นคำสั่งการกลายๆ ให้กระทรวงพาณิชย์ต้องเร่งขายข้าวในสต๊อกเพื่อนำเงินมาหมุนเวียนในโครงการรับจำนำข้าวรอบใหม่
ผลที่ตามมาคือ ตัวเลขการขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าวสูงอย่างน่าตกใจ
ครั้นจะไม่ทำ ก็ไม่ได้ เพราะเงื่อนนโยบายที่รัฐบาลผูกไว้จะย้อนกลับมารัดคอรัฐบาลเอง เพราะในวันที่ 1 ต.ค.จะเริ่มโครงการรับจำนำรอบใหม่แล้ว หากตุนเงินไม่พอมาจ่ายค่าข้าวให้ชาวนาได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ก็มีหวังจะเกิดม็อบชาวนาผุดขึ้นประท้วงทวงเงินค่าข้าวเปลือกทั่วทุกหัวระแหง
“ในช่วงต้นฤดูกาล เชื่อว่ารัฐบาลน่าจะยังไม่มีปัญหาเรื่องเงินนัก แต่เมื่อถึงเดือน พ.ย.ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตออกมามาก เกรงว่าเงินจะหมุนไม่ทันจนชาวนาที่นำข้าวเข้าโครงการจะต้องรอใบประทวนกันนาน 23 เดือน ยิ่งกระทรวงการคลังบอกว่าจะไม่กู้เงินเพิ่ม ก็ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะนำเงินมาจากไหน ส่วนเงินที่ได้จากการขายข้าวก็ไม่น่าจะมากมายอย่างที่คิด เพราะการรับจำนำข้าว 2 ปืที่ผ่านมาก็กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มาใช้กันล่วงหน้าแล้ว” นิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย ระบุ
เมื่อเงื่อนไขการกู้เงินมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าวถูกตัดออกไป ภารกิจการขายข้าวจึงเป็นภารกิจจำเป็นเร่งด่วนและมีทางเลือกไม่มากนักสำหรับกระทรวงพาณิชย์
ทางเลือกเดียวที่กระทรวงพาณิชย์จะต้องเดินหน้าเพื่อให้ขายข้าวได้ และได้เงินกลับมาเร็วที่สุด คือ ขายข้าวสารในทุกราคาที่มีการเสนอซื้อ ซึ่งนั่นเปิดโอกาสให้พ่อค้าหรือคู่ค้าต่างประเทศกระหน่ำทุบราคาข้าวไทยให้ร่วงหนัก โดยเฉพาะในสถานการณ์ข้าวโลกที่มีทิศทางอยู่ในช่วงขาลง
จากข้อมูลราคาส่งออกข้าวสาร 5% (ราคา F.O.B) ล่าสุดในช่วงวันที่ 4-14 ก.ย. ราคาข้าวอยู่ที่ระดับ 441-449 เหรียญสหรัฐต่อตัน ลดลงจากช่วงปลายเดือน ส.ค.ที่อยู่ที่ระดับ 512 เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือลดลง 12-13% แต่หากเทียบราคาข้าวซื้อขายจริงจะพบว่าข้าวสาร 5% ของไทยซื้อขายกันที่ 420 เหรียญสหรัฐต่อตันเท่านั้น
จึงเป็นไปได้สูงว่ากระทรวงพาณิชย์ได้ขายข้าว 5% ซึ่งเป็นข้าวส่วนใหญ่ในสต๊อกได้ในราคาเพียง 400 เหรียญสหรัฐต่อตัน
สมพร อิศวิลานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านข้าว สถาบันคลังสมองของชาติ บอกว่า หลังมีข่าวว่ากระทรวงพาณิชย์ขายข้าว 5% ให้จีน 1.2 ล้านตัน ตลาดได้วิเคราะห์ว่า ราคาข้าวที่ไทยขายได้น่าจะเป็นราคาตลาดโลก ซึ่งหากคิดราคาข้าวทั้งของเวียดนามและอินเดีย ซึ่งขายข้าว 5% ที่ราคา 380-410 เหรียญสหรัฐต่อตัน ราคาข้าวไทยคงไม่สูงไปกว่า 400 เหรียญสหรัฐต่อตัน
“เขารู้ว่าเรามีข้าวมาก และต้องขายออกแน่ เมื่อพาณิชย์ประมูลขายข้าวราคายิ่งร่วงหนักยิ่งทันทีที่มีข่าวว่าไทยจะเซ็นสัญญาขายข้าวให้จีน 1.2 ล้านตัน ราคาข้าวมีแนวโน้มลดลงอีก เพราะตลาดรู้ว่าเราขายราคาถูก ยิ่งข้าวสารในโกดังเป็นข้าวคละและเก็บไว้นานแล้วตลาดก็ดิสเคาต์ราคาข้าวไทยลงอีกอัตโนมัติ” สมพร ระบุ
ในขณะที่การขายข้าวสารในประเทศของกระทรวงพาณิชย์ จะพบอุปสรรคหนักหนาไม่แพ้กัน เพราะวันนี้ (19 ก.ย.) ราคาข้าวขาย 5% ณ ราคาขายส่งที่มีราคาอยู่ที่ 1.28-1.3 หมื่นบาทต่อตัน จากก่อนหน้านี้ที่ราคาอยู่ที่ 1.5-1.51 หมื่นบาทต่อตัน หรือลดลง 14.6% หากกระทรวงพาณิชย์เร่งขายข้าวในประเทศผลขาดทุนจะอยู่ในระดับสูงทีเดียว
ยิ่งข้อมูลวงในที่วงการค้าข้าวมีอยู่และระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า กระทรวงพาณิชย์ขายข้าวในราคาถูกกว่าราคาตลาดมาก นั่นทำให้ตัวเลขการขาดทุนในโครงการเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ แต่จะสูงขึ้นกว่าการขายข้าวตามปกติแน่นอน
“การขายข้าวในสต๊อกรัฐบาลยังต้องผ่านนายหน้าหน้าเดิม โรงสีไม่สามารถขอซื้อข้าวตรงจากรัฐบาลได้ ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นนโยบายของพรรคเขาหรือเปล่า เพราะเปลี่ยนรัฐมนตรีแล้ว แต่วิธีการทำงานยังเหมือนเดิม” แหล่งข่าวจากวงการค้าข้าวในประเทศเปิดเผย
ด้วยการณ์เป็นเช่นนี้ จึงอนุมานได้ว่าผลการขาดทุนโครงการรับจำนำข้าวเปลือกจะสูงจนยากที่จะประเมินได้
ยิ่งมีการปิดบังอำพรางข้อมูลโครงการรับจำนำข้าวจากหน่วยงานรัฐ จนกระทั่งคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวที่มีสุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลังไม่อาจล้วงข้อมูลได้ ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลได้อย่างดี
แต่หากจะไขปมว่าโครงการรับจำนำข้าว 2 ปีที่ผ่านมาขาดทุนเท่าไหร่ ก็พอมีช่องให้ขุดคุ้ยได้
เพราะหากพิเคราะห์จากการให้สัมภาษณ์ของ ทิฆัมพร นาทวรทัต รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ทิฆัมพร ระบุว่า ขณะนี้ข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลมีไม่ถึง 10ล้านตัน แต่หากรวบรวมข้อมูลโครงการรับจำนำข้าว 2 ปีแรก ณ วันที่ 18 ก.ย. พบว่ามีการรับจำนำข้าวเปลือกทั้งสิ้น 43.9 ล้านตัน หรือสีแปรเป็นข้าวสารได้ 2526 ล้านตัน
ดังนั้น เมื่อกระทรวงพาณิชย์รายงานว่ามีข้าวสารเหลือในสต๊อกไม่ถึง 10 ล้านตัน ก็เท่ากับว่ามีการระบายข้าว 15-16 ล้านตัน เมื่อเทียบเคียงกับข้อมูล ธ.ก.ส.ที่รายงานการคืนเงินค่าขายข้าวแบบวันต่อวัน พบว่า กระทรวงพาณิชย์คืนเงินให้ ธ.ก.ส.เพียง 1.3-1.4 แสนล้านบาท
ก็เท่ากับว่าข้าวสาร 16 ล้านตันที่ขายได้ในราคาเฉลี่ยเพียง 9,000-1 หมื่นบาทต่อตัน ขณะที่ต้นทุนข้าวสารอยู่ที่ 2.4 หมื่นบาทต่อตัน ฉะนั้นผลสรุปการขายข้าวล็อตที่ผ่านมาจะมีผลขาดทุน 2.4 แสนล้านบาท ส่วนข้าวที่เหลืออีก 10 ล้านตันนั้น หากขายที่ราคาสูงสุด 1 หมื่นบาทต่อตัน ผลขาดทุนเพิ่มเติมเข้ามาอีก 1.4 แสนล้านบาท ผลการขาดทุนในโครงการ 2 ปีแรกน่าจะอยู่ไม่ต่ำกว่า 3.8 แสนล้านบาทเลยทีเดียว
แม้คนในรัฐบาลยืนยันว่าการขาดทุนโครงการรับจำนำข้าวเป็นเรื่องรอง เรื่องหลักคือการดูแลรายได้ชาวนา แต่เมื่อรัฐบาลที่คุมนโยบายไม่ประสีประสาเหมือนพ่อค้าข้าวเดินหน้าส่งสัญญาณที่ผิดพลาด โครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเป็นปมปัญหาที่รัฐบาลแก้ไม่ตกอยู่แล้ว
หายนะกับฐานะประเทศยิ่งงวดเข้ามาเร็วขึ้นอย่างคาดไม่ถึง







