
พระราชบัญญัตินิรโทษกรรม (ตอนจบ)
รัฐสภาได้มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม พ.ศ. ... โดยการนำเสนอของ วรชัย เหมะ และคณะ โดยมีสาระสำคัญหลายมาตรา ได้แก่ มาตรา 3 กำหนดว่า “ให้บรรดาการกระทำใดๆ ของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมือง หรือบุคคลซึ่งไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง แต่การกระทำนั้นมีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง โดยการกล่าววาจาหรือโฆษณาด้วยวิธีการใด เพื่อเรียกร้องหรือให้มีการต่อต้านรัฐ การป้องกันตน การต่อสู้ขัดขืนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือการชุมนุม การประท้วง การแสดงออกด้วยวิธีการใดๆ อันอาจเป็นการกระทบต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดของบุคคลอื่น ซึ่งเป็นเหตุการณ์สืบเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย. 2549 ถึงวันที่ 10 พ.ค. 2554 ไม่เป็นความผิดต่อไป และให้ผู้กระทำนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง”
รัฐสภาได้มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม พ.ศ. ... โดยการนำเสนอของ วรชัย เหมะ และคณะ โดยมีสาระสำคัญหลายมาตรา ได้แก่ มาตรา 3 กำหนดว่า “ให้บรรดาการกระทำใดๆ ของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมือง หรือบุคคลซึ่งไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง แต่การกระทำนั้นมีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง โดยการกล่าววาจาหรือโฆษณาด้วยวิธีการใด เพื่อเรียกร้องหรือให้มีการต่อต้านรัฐ การป้องกันตน การต่อสู้ขัดขืนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือการชุมนุม การประท้วง การแสดงออกด้วยวิธีการใดๆ อันอาจเป็นการกระทบต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดของบุคคลอื่น ซึ่งเป็นเหตุการณ์สืบเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย. 2549 ถึงวันที่ 10 พ.ค. 2554 ไม่เป็นความผิดต่อไป และให้ผู้กระทำนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง”
มาตรา 4 กำหนดว่า “เมื่อพระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับแล้ว ถ้าผู้กระทำการตามมาตรา 3 วรรคหนึ่งยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาล หรือในระหว่างการสอบสวนให้พนักงานสอบสวนผู้ซึ่งมีอำนาจสอบสวน หรือพนักงานอัยการระงับการสอบสวนหรือการฟ้องร้อง หากถูกฟ้องต่อศาลแล้วให้พนักงานอัยการหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องระงับการฟ้องหรือให้ถอนฟ้องถ้าผู้นั้นอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดี ไม่ว่าจำเลยร้องขอหรือศาลเห็นเอง ให้ศาลพิจารณายกฟ้องหรือมีคำสั่งจำหน่ายคดี ในกรณีที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษบุคคลใดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ ให้ถือว่าบุคคลนั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิด ถ้าผู้นั้นอยู่ระหว่างการรับโทษ ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลงและปล่อยตัวผู้นั้น”
ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมดังกล่าว ในมาตรา 3 เป็นการบัญญัติกฎหมายยกเว้นความรับผิดไว้อย่างกว้าง และไม่มีการกำหนดขอบเขตการกระทำไว้อย่างชัดเจนว่าบุคคลใดบ้างที่จะมีสิทธิได้รับการนิรโทษกรรม โดยตัวบุคคลที่จะได้รับการนิรโทษกรรมได้แก่ 1.บุคคลที่มีการกระทำใดๆ อันเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมือง และ 2.บุคคลซึ่งไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง แต่การกระทำนั้นมีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมืองโดยกล่าววาจาหรือการโฆษณา
หากร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมดังกล่าวออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้ น่าจะเป็นการยกเว้นความผิดอาญาทุกประเภท ซึ่งอาจหมายรวมทำให้บุคคลที่ถูกดำเนินคดีอาญาในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและฐานก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 19 ก.ย. 2549 ถึงวันที่ 10 พ.ค. 2554 พ้นผิดทันที และตามวรรคสองของมาตรา 3 แม้มีการจำกัดสิทธิของบุคคลผู้มีสิทธิได้รับการนิรโทษกรรมโดยไม่ให้มีการนิรโทษกรรมในการกระทำใดๆ ของบรรดาผู้มีอำนาจในการตัดสินใจหรือสั่งการให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น หากปรากฏว่าบุคคลผู้มีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวทางการเมืองได้รับการนิรโทษกรรมไปแล้ว คงเป็นการยากที่จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนและหาพยานหลักฐานเอาผิดกับผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจหรือสั่งการให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อไม่ให้บุคคลดังกล่าวได้รับสิทธิในการนิรโทษกรรม
การที่มาตรา 4 กำหนดให้ถือว่าบุคคลผู้กระทำความผิดตามมาตรา 3 ไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น หากกระบวนการพิจารณาคดีอยู่ในอำนาจศาล อำนาจในการวินิจฉัยว่าบุคคลดังกล่าวจะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมดังกล่าวหรือไม่นั้น เป็นดุลพินิจของศาล หากบุคคลผู้กระทำความผิดตามมาตรา 3 ถูกดำเนินการในขั้นตอนสอบสวนหรือการฟ้องร้องคดี อำนาจในการยุติคดีจะเป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวน
อย่างไรก็ตาม แม้บุคคลผู้กระทำความผิดตามมาตรา 3 ดังกล่าวจะได้รับการนิรโทษกรรมโดยถือว่าบุคคลเหล่านั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดก็ตาม แต่การนิรโทษกรรมดังกล่าวนี้ไม่รวมถึงความผิดในทางแพ่งที่บุคคลดังกล่าวได้กระทำความเสียหายต่อบุคคลอื่น ซึ่งมิใช่องค์กรหรือหน่วยงานของรัฐแต่อย่างใด ตามความในมาตรา 6 ของร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมดังกล่าว ที่กำหนดไว้ว่า “การดำเนินการใดๆ ตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่เป็นการตัดสิทธิของบุคคลซึ่งมิใช่องค์กรหรือหน่วยงานของรัฐในการเรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่ง จากการกระทำของบุคคลใดซึ่งพ้นจากความรับผิดตามพระราชบัญญัตินี้”
ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมดังกล่าวมีประเด็นที่น่าพิจารณาอีกหลายประการ อาทิ การคัดค้านการออกกฎหมายนิรโทษกรรมของกลุ่มบุคคลที่ต้องการให้มีการดำเนินการค้นหาความจริงตามกระบวนการยุติธรรมมากกว่าการยอมรับกฎหมายที่จะมีการยกเว้นความผิดดังกล่าว เรื่องผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากการเยียวยาทางกฎหมายจะต้องมิใช่บุคคลในระดับผู้มีอำนาจตัดสินใจหรือสั่งการ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งภายใต้กลไกอำนาจรัฐหรือการสั่งการผู้ชุมนุม
การพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมจะต้องยืนบนหลักสำคัญ คือ มุ่งนิรโทษกรรมเฉพาะประชาชนที่เข้าร่วมการชุมนุมเพื่อแสดงออกทางการเมือง แต่จะไม่เอื้อประโยชน์ครอบคลุมไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมืองที่มีอำนาจรับผิดชอบสั่งการและแกนนำทุกกลุ่มการเมือง บุคคลที่มีผลประโยชน์ได้เสียโดยตรงในเหตุการณ์เคลื่อนไหวทางการเมืองและการใช้ความรุนแรงทุกสถานการณ์ นับตั้งแต่รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 จนถึงปัจจุบัน จะต้องไม่เข้าไปมีผลประโยชน์ได้เสียในกระบวนการพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมและกระบวนการบัญญัติกฎหมายนิรโทษกรรมในครั้งนี้ จะต้องไม่ก่อให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมืองของการไม่รับผิดชอบในความผิดที่ได้กระทำลงไป อันจะสร้างปัญหาระยะยาว
นอกจากนี้ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) มีความเห็นว่าร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับดังกล่าวมีประเด็นในเรื่องของความไม่สอดคล้องกับหลักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน เนื่องมาจากสาระสำคัญของร่างกฎหมายมุ่งเน้นเพียงการนิรโทษกรรมแบบครอบคลุมทั่วไป โดยกำหนดให้ผู้กระทำความผิดพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง ตามมาตรา 3 และมาตรา 4 ซึ่งเป็นการมุ่งผลักดันให้มีการนิรโทษกรรมโดยไม่ดำเนินกระบวนการเพื่อความปรองดองอื่นๆ ตามหลักยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่านควบคู่ไปด้วย การเสนอและการพิจารณากฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นโดยไม่ได้นำกระบวนการยุติธรรมปกติมาใช้เพื่อสร้างความยุติธรรมและลดความขัดแย้งอย่างจริงจังเสียก่อน และยังมีการดำเนินไปโดยปราศจากการมีส่วนร่วมและการเห็นพ้องต้องกันของฝ่ายอื่นๆ
นอกจากนี้ ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมดังกล่าวนี้ยังมีลักษณะคลุมเครือ เนื่องจากเป็นการเปิดช่องให้มีการตีความและการบังคับใช้ให้มีผลเป็นการยกเว้นบุคคลให้ไม่ต้องรับโทษแบบเหมารวมครอบคลุม โดยไม่ได้กำหนดชัดเจนถึงลักษณะความผิดที่สมควรได้รับการนิรโทษกรรม จึงไม่สอดคล้องกับหลักสากล เป็นการส่งเสริมให้ผู้ก่อความรุนแรงหรือละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่ต้องรับผิด และจะมีการใช้ความรุนแรงต่อกันขึ้นอีกในอนาคต
คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้เสนอให้มีการทบทวนเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมดังกล่าว เพื่อให้เป็นไปตามหลักความชอบด้วยกฎหมาย หลักการแบ่งแยกอำนาจ หลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม และหลักสิทธิมนุษยชน เพื่อให้การนิรโทษกรรมไม่เป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งการไม่ต้องรับผิดหรือผู้กระทำผิดลอยนวล ตลอดจนไม่เป็นการลบล้างสิทธิของเหยื่อหรือผู้เสียหายที่จะได้ทราบความจริง ตามหลักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง สร้างความเป็นธรรมแก่ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงซ้ำอีก อันจะนำไปสู่การสร้างความปรองดองในอนาคต
นอกจากนี้ สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ออกแถลงการณ์ที่เมืองเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ คัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมดังกล่าวของไทยที่กำลังเข้าสู่การพิจารณา โดยระบุว่าอาจเป็นการนิรโทษกรรมแก่บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนระหว่างปฏิบัติการปราบปรามผู้ประท้วงฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเมื่อปี 2553 โดยรัฐบาลไทยจึงควรต้องแน่ใจว่าการนิรโทษกรรมใดๆ จะต้องไม่รวมถึงบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนและควรใช้มาตรการดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดเหล่านั้นด้วย
จะเห็นได้ว่าร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมดังกล่าวยังมีความเห็นขัดแย้งกันอยู่หลายฝ่าย ซึ่งอาจไม่ต้องตรงตามวัตถุประสงค์ของการร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเพื่อความปรองดอง คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม จึงควรที่จะมีการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นภาคประชาชนทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ที่เกิดจากการชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมา เพื่อค้นหาความจริงและสร้างความสามัคคีปรองดองให้แก่กลุ่มคนในชาติบ้านเมือง เพื่อนำมาแก้ไขร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมดังกล่าวในชั้นกรรมาธิการ และต้องติดตามการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมดังกล่าวกันต่อไปว่าจะมีความเห็นแก้ไขปรับปรุงกฎหมายฉบับดังกล่าวอย่างไร คณะกรรมาธิการควรจะต้องมีการบัญญัติกฎหมายให้ชัดในร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมดังกล่าวในประเด็นเรื่องขอบเขตของความผิดที่จะได้รับการนิรโทษกรรมและบุคคลที่ควรได้รับการนิรโทษกรรมโดยไม่ต้องมาตีความกฎหมายนิรโทษกรรมกันภายหลัง
ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมดังกล่าวควรจะต้องสร้างความปรองดองและความสามัคคีกันในชาติบ้านเมือง อันเป็นเจตนารมณ์ที่แท้จริงของการนิรโทษกรรมมากกว่าที่จะสร้างความแตกแยกให้แก่คนในชาติ







