
"พลังงาน" โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจอาเซียน
เส้นทางประเทศไทยที่กำลังเดินเข้าสู่ประชาคมอาเซียน กำลังได้รับความร่วมมือด้วยดีจากทุกภาคส่วน เพราะเชื่อกันว่าการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวและเสริมสร้างความแข็งแกร่งภายในอาเซียน จะทำให้ภูมิภาคนี้มีความมั่นคง ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
เส้นทางประเทศไทยที่กำลังเดินเข้าสู่ประชาคมอาเซียน กำลังได้รับความร่วมมือด้วยดีจากทุกภาคส่วน เพราะเชื่อกันว่าการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวและเสริมสร้างความแข็งแกร่งภายในอาเซียน จะทำให้ภูมิภาคนี้มีความมั่นคง ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
ขณะนี้ทั้ง 10 ประเทศในอาเซียน ต่างเตรียมความพร้อมเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่อาเซียนตกลงกัน ซึ่งมีกำหนดจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community : AC) ร่วมกันอย่างเป็นทางการในปี 2558 (วันที่ 31 ธ.ค. 2558)
โดย 1 ใน 3 เสาหลักสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน คือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ซึ่งกำหนดให้อาเซียนเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว จะมีการเคลื่อนย้ายเงินทุน สินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมือระหว่างประเทศสมาชิกอย่างเสรี
ที่ต้องติดตามกันคือ แผนแม่บท ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพราะจะเกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงการลงทุนในโครงการใหญ่
ผมอยากจะหยิบยกเรื่อง “พลังงาน” ขึ้นมาแสดงความเห็นก่อนเรื่องอื่นๆ เนื่องจากเป็นหัวข้อสำคัญและถือเป็นต้นน้ำของระบบเศรษฐกิจ เพราะถ้าขาดพลังงาน หรือมีไม่พอใช้ในภูมิภาค ย่อมเกิดผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศสมาชิกในภูมิภาคอาเซียน
เมื่อมาไล่เรียงดูว่า อาเซียนได้ทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องพลังงานไปแล้วบ้าง ก็พบว่า มี “แผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านพลังงานของอาเซียน” (APAEC) ซึ่งถือเป็น “พิมพ์เขียว” ที่ก่อกำเนิดมาตั้งแต่ปี 2542 จนถึงปัจจุบัน ขณะนี้อยู่ในช่วงแผนงาน APAEC ฉบับที่ 3 ตั้งแต่ปี 2553-2558 โดยมีเป้าหมายกระตุ้นการลงทุนในกิจการพลังงาน ผลักดันให้อาเซียนลดการใช้พลังงานลง 8% เพิ่มการใช้พลังงานทดแทน 15% และผลักดันให้ภูมิภาคอาเซียนเป็นศูนย์กลางพลังงานทดแทนในทวีปเอเชีย
อาเซียนให้ความสำคัญกับ 7 เรื่อง คือ โครงข่ายสายไฟฟ้าอาเซียน โครงข่ายท่อส่งก๊าซอาเซียน ถ่านหิน และเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด พลังงานทดแทน ประสิทธิภาพและการอนุรักษ์พลังงาน นโยบายและแผนพลังงาน และการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางสินค้า
ใน 7 เรื่องนี้ อาจมีบางประเด็นที่เป็นเรื่องอ่อนไหวต่อความรู้สึกของประชาชนบ้าง เช่น การใช้พลังงานนิวเคลียร์ และพลังงานจากถ่านหิน ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าประเทศสมาชิกจะผลักดันเรื่องนี้อย่างไร
ในมุมมองของผม เห็นว่าอาเซียนได้วางแนวทางด้านพลังงานในภูมิภาคไว้อย่างเป็นระบบ ที่เน้นด้านอุปทาน เพื่อเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน มากกว่าจะเน้นไปในด้านอุปสงค์ ที่ลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอกภูมิภาค อย่างเช่น การส่งเสริมให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัด หรือสร้างความชัดเจนในการส่งเสริมพลังงานทดแทน หรือส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาการผลิตพลังงานใช้ในครัวเรือน
วันนี้ ถึงแม้สมาชิกอาเซียนบางประเทศจะมีพลังงานสำคัญอย่างน้ำมันดิบหรือก๊าซธรรมชาติที่พอเพียงและอาจส่งออกสุทธิได้ แต่หลายประเทศประสบกับปัญหาพลังงานไม่เพียงพอ ต้องนำเข้าน้ำมันดิบหรือก๊าซธรรมชาติ
กรณีประเทศไทยของเรา จะเห็นได้ชัดว่า ไทยเป็นผู้นำเข้าสุทธิทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งในระยะยาวมองกันว่า หากไม่ดำเนินการใดๆ ในเชิงนโยบายก็อาจเกิดปัญหาการขาดแคลนพลังงานในอนาคตอันใกล้ได้
แต่หากดูในภาพรวม ก็ใช่ว่าอาเซียนจะมีความมั่นคงในด้านพลังงานมากนัก Wood Makenzie ได้ศึกษาและรายงานว่า ในปี 2553 มีการนำเข้าสุทธิน้ำมันดิบ 118,360 Ktoe และคาดว่าอีก 20 ปี ในปี 2573 จะนำเข้าสุทธิน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเป็น 315,786 Ktoe ส่วนก๊าธรรมชาติแม้จะส่งออกสุทธิอยู่ก็ตาม แต่ปริมาณการใช้ในอาเซียนจะเพิ่มขึ้น ปริมาณการส่งออกสุทธิก๊าซลดลงอย่างมากในปี 2573 ด้วย
สำหรับประเทศสมาชิกในอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ซึ่งกำลังแต่งตัวเข้าสู่ AEC ยังไม่อาจสรุปได้ว่า สมาชิกแต่ละประเทศจะประสบปัญหาเรื่องพลังงานมากน้อยเพียงใด แต่ที่หนีไม่พ้นคือต้องเตรียมมาตรการรองรับตั้งแต่บัดนี้
ในส่วนของไทยก็เช่นเดียวกัน สถานการณ์ในประเทศเรามีการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง ดูได้จากข้อมูลกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ปีที่แล้ว 2555 พบว่า การใช้พลังงานแยกตามกลุ่มผู้ใช้ เป็นภาคขนส่ง 35.8% ภาคอุตสาหกรรม 36.7% ภาคครัวเรือน 15.1% ภาคเกษตร 5.2%
จะเห็นได้ว่า จนถึงวันนี้ไทยก็ยังคงใช้พลังงานในภาคต่างๆ อย่างมาก โดยที่มีความเชื่อว่าภายหลังจากนโยบายของรัฐบาลนำไปสู่การปฏิบัติแล้ว การใช้พลังงานในภาคอย่างขนส่งและอุตสาหกรรม ซึ่งรวมกันถึง 72.5% ของพลังงานทั้งหมด จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ประเทศไทยนับว่าโชคดี เพราะทำเลที่ตั้งของประเทศเราอยู่ใจกลางของอาเซียน โดยสภาพภูมิศาสตร์แล้วน่าจะได้เปรียบประเทศอื่นๆ หากมีการจัดโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารโครงการพลังงานที่ดี ก็น่าจะเป็นศูนย์กลางพลังงานของอาเซียน หรือ Energy Hub ได้ และยังสามารถเป็นศูนย์กลางการค้าขายน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติได้ เป็นผู้นำทางเทคโนโลยีของพลังงานทดแทนในภูมิภาคได้ ถ้าหากมีแนวนโยบายจากภาครัฐที่ชัดเจน
ปัจจุบันนี้ ประเทศในอาเซียนต่างก็มีทรัพยากรพลังงานที่แตกต่างกันมาก บางประเทศก็มีมากใช้น้อย อย่างเมียนมาร์และกัมพูชา บางประเทศมีน้อยใช้มากอย่างไทย การบริหารจัดการพลังงาน จึงมีความสำคัญที่ต้องสร้างความสมดุลทางพลังงานที่เหมาะสม
การรวมเป็นหนึ่งในอาเซียนเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องไม่ลืมว่าระดับการพัฒนาของแต่ละประเทศในอาเซียนก็มีความแตกต่างกัน ประเทศที่มีระดับการพัฒนาที่หนือกว่า ก็ต้องช่วยประเทศที่มีน้อยกว่า ถึงแม้ในเรื่องพลังงานอาจทำได้ยากกว่ากรณีอื่นๆ เพราะความต้องการใช้พลังงานยิ่งเพิ่มขึ้น สวนทางกับปริมาณพลังงานที่มีจำกัด จึงเป็นเรื่องที่แต่ละประเทศหวงแหน
ปัญหาเรื่องของพลังงานที่ว่านี้ สมาชิกอาเซียนอาจต้องหันกลับมาเน้นความสำคัญให้มากขึ้นกว่านี้ อย่างน้อยก็ควรจัดระบบที่จะเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศสมาชิกไปพร้อมๆ กับอาเซียนด้วย
AEC จะประสบความสำเร็จได้ ก็อยู่ที่พลังของ 10 ประเทศ ที่จะจับมือกันอย่างเหนียวแน่นหรือไม่ครับ







