
อาเซียน ยังแกร่งไม่หวั่น...ทุนไหลออก
กระแสทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างบ้าคลั่ง ซึ่งมีขึ้นในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังเตรียมจะลดปริมาณวงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเร็วๆ นี้ ส่งผลให้หลายชาติในกลุ่มสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ต้องเผชิญความผันผวนในตลาดทุนครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการณ์ภาคการเงินสหรัฐในปี 2551 หรืออาจไกลย้อนไปตั้งแต่วิกฤตการณ์ภาคการเงินเอเชียปี 2540
กระแสทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างบ้าคลั่ง ซึ่งมีขึ้นในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังเตรียมจะลดปริมาณวงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเร็วๆ นี้ ส่งผลให้หลายชาติในกลุ่มสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ต้องเผชิญความผันผวนในตลาดทุนครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการณ์ภาคการเงินสหรัฐในปี 2551 หรืออาจไกลย้อนไปตั้งแต่วิกฤตการณ์ภาคการเงินเอเชียปี 2540
ทว่า ในมุมมองของนายกรัฐมนตรี ลีเซียนลูง แห่งสิงคโปร์นั้น กระแสการไหลออกของเงินทุนต่างชาติจากตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคอาเซียน จะไม่ก่อให้เกิดวิกฤตเอเชียรอบใหม่แต่อย่างใด
“ผมไม่คิดว่าจะก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหม่ แต่แน่นอนว่า ไม่ได้หมายความว่าในแต่ละประเทศจะไม่มีปัญหาที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไขโดยเร็ว” ลีเซียนลูง กล่าว
ผู้นำสิงคโปร์ กล่าวต่อว่า เป็นเรื่องจำเป็นที่แต่ละประเทศจำเป็นต้องรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้มาตรการทางภาษี กฎหมายแรงงาน การสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ การพัฒนาระบบโครงสร้างสาธารณูปโภค กฎหมาย สิ่งแวดล้อม
ซึ่งถ้าหากประเทศนั้นๆ สามารถแก้ไขและจัดการปัญหาเหล่านี้ได้ ไม่ว่ากระแสการไหลเข้าออกของทุนจะเป็นอย่างไร ก็จะสามารถรับมือได้
ลีเซียนลูง ยังตอบคำถามที่ว่าควรจะมี “มาตรการร่วมกันของกลุ่มอาเซียนเพื่อรับมือกับปัญหาการไหลออกของทุนต่างชาติ” หรือไม่ ผู้นำสิงคโปร์ให้ความเห็นว่า โดยส่วนตัวแล้ว ไม่เห็นความจำเป็น เนื่องจากแต่ละประเทศอาเซียนมีความแตกต่างกันทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และค่าเงิน รวมไปถึงระบบการเงินด้วย อีกทั้งการไหลเข้าออกของทุนต่างชาติในแต่ละประเทศยังขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมของแต่ละประเทศเอง
“เราทุกคนต่างก็ได้รับผลกระทบจากสภาพการเงินโลกที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งในยุโรปและอเมริกา โดยเราไม่อาจจะเลี่ยงได้เลย แต่เราก็ไม่สามารถที่จะปิดประตูบ้านและปกป้องตัวเอง เมื่ออเมริกาใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน ทุนปริมาณมหาศาลก็ไหลเข้ามายังตลาดเกิดใหม่ รวมถึงในตลาดอาเซียน และทำให้อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินของเราแข็งขึ้น ขณะนั้นเราก็คิดเช่นกันว่าไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก” ลีเซียนลูง กล่าว
สำหรับสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยนั้น ผู้นำสิงคโปร์ให้ความเห็นว่าเป็นงานหนักของไทยที่ต้องเร่งแก้ปัญหาความแตกต่างด้านเชื้อชาติ โดยถือเป็นสิ่งท้าทายอย่างยิ่งที่จะต้องจัดการให้ดี เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวมีความแตกต่างจากชาวไทยอย่างชัดเจน
“ในภาคใต้นั้นมีความแตกต่างอย่างยิ่ง พวกเขาใช้ภาษาที่แตกต่างออกไปกัน มีเชื้อชาติต่างกัน ศาสนาต่างกัน คนไทยพูดภาษาไทย แต่พวกเขาพูดภาษาไทยมาเลย์ พวกเขาเป็นชาวมุสลิม ไม่ใช่ชาวพุทธ แน่นอนว่า พวกเขามีความแตกต่างอย่างมากจากคนที่อยู่ที่เชียงใหม่ เชียงราย หรือที่ใดๆ ในภาคอีสาน ดังนั้นพวกเขาจึงมีความรู้สึกถึงเอกลักษณ์ของตัวเอง และในขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกถึงพื้นที่ของตัวเองที่มีอยู่ว่า ชีวิตของพวกเขาควรจะต้องได้รับการสงวนไว้เช่นกัน” ลีเซียนลูง กล่าว
นายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ซึ่งตอบคำถามผู้สื่อข่าวในประเด็นว่า “ประเทศไทยควรจะเรียนรู้อะไรได้บ้างจากสิงคโปร์ในฐานะที่เป็นประเทศที่มีความหลากหลายและแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข” ได้ให้ความเห็นต่อเนื่องด้วยว่า แม้การแก้ปัญหาดังกล่าวจะเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่อาจเกิดขึ้นได้ และสิงคโปร์ก็เคยผ่านความท้าทายนี้มาแล้ว
สถานการณ์ในภาคใต้ของไทยนั้น มีความแตกต่างจากสถานการณ์ในสิงคโปร์อย่างยิ่ง แม้ว่าสิงคโปร์จะมีความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติ แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้บนเกาะแห่งนี้ ชาวสิงคโปร์มีความหลากหลายทางศาสนา แต่ก็ยอมรับซึ่งกันและกัน และแม้ว่าชาวสิงคโปร์จะใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก แต่ทว่าแต่ละกลุ่มเชื้อชาติต่างก็ยังรักษาภาษาแม่ของแต่ละกลุ่มไว้อยู่
“กระนั้นในอดีต สิงคโปร์ก็เคยมีปัญหาด้านเชื้อชาติเช่นกันระหว่างประชาชนเชื้อสายจีนไม่ว่าจะเป็นแต้จิ๋ว กวางตุ้ง หรือฮกเกี้ยน โดยในศตววรษที่ 19 นั้น อังกฤษพยายามจัดการกับกลุ่มต่างๆ เพื่อทำให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ในที่สุด และหน้าที่ก็ยังไม่จบสิ้น เป็นภาระที่ต้องเร่งดำเนินต่อไปเนื่องจากความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา และภาษานั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่อ่อนไหวตลอดกาล” ลีเซียนลูง กล่าว







