
"กรณ์"ชงหั่นกู้2ล้านล้านเหลือ4แสนล้าน
"กรณ์"ชงหั่นร่าง2 ล้านล.เหลือ 4 แสนล้าน ชี้เพดานหนี้ปี 57-63 เปิดทางกู้เพิ่ม 1.6 ล้านล้านชวนสส.โหวตคว่ำเปลี่ยนใช้ระบบงบประมาณปกติ
"กรณ์"ชงหั่นร่าง2 ล้านล.เหลือ 4 แสนล้าน ชี้เพดานหนี้ปี 57-63 เปิดทางกู้เพิ่ม 1.6 ล้านล้านชวนสส.โหวตคว่ำเปลี่ยนใช้ระบบงบประมาณปกติ
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 19 ก.ย. ที่รัฐสภา การประชุมสภาพิจารณาร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ....วงเงิน 2 ล้านล้านบาทในชั้นคำปรารภของร่าง พ.ร.บ.นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) ขอสงวนความเห็นโดยขอแก้ไขเพิ่มเติมความในคำปรารภให้ลดมูลค่าจำนวนเงินกู้จากวงเงิน 2 ล้านล้านบาทเหลือเพียง 4 แสนล้านบาท
นายกรณ์ กล่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้พบปะกับกลุ่มนักธุรกิจธนาคาร โดยนายกฯ ระบุว่า ร่างพ.ร.บ. 2 ล้านล้านถือเป็นการสร้างบ้าน แต่งบประมาณรายจ่ายประจำปีถือเป็นเพียงการซ่อมแซมบ้าน และโครงการจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มี ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านฉบับนี้ ถือเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง เพราะแท้จริงแล้วรัฐบาลสามารถใช้วิธีการกู้เงินในระบบงบประมาณปกติได้
นายกรณ์ ระบุพร้อมยกกราฟประกอบการอภิปรายว่า ปีงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ยังมีกรอบเพดานให้รัฐบาลสามารถกู้เงินได้ถึง 5.5 แสนล้านโดยไม่กระทบวินัยการเงินการคลัง และปีงบประมาณตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไปรัฐบาลยังตั้งเป้าลดงบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง ดังนั้นหากคำนวณตามสูตรกฎหมายแล้วมองว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปีตั้งแต่ปี 2558-2563 รัฐบาลมีเพดานที่สามารถกู้เงินได้ถึงปีละ 6 แสนล้านบาท ดังนั้นตลอดระยะเวลา 7 ปี ตั้งแต่ปี 2557-2563 คำนวณแล้วรัฐบาลสามามารถดึงงบประมาณจากกรอบเพดานที่รัฐยังไม่ได้กู้มาได้ถึง 1.6 ล้านล้านบาท ดังนั้นตนจึงเสนอให้รัฐบาลกู้นอกงบประมาณปกติเพียง 4 แสนล้านบาทเท่านั้น เพราะสามารถกู้ในระบบงบประมาณปกติได้จำนวน 1.6 ล้านล้านบาท
“ผมไม่ได้คัดค้านการลงทุนและโครงการที่รัฐบาลเสนอมา แต่ค้านในประเด็นที่ว่ารัฐบาลไม่มีความจำเป็นต้องออกกฎหมายนอกวิธีงบประมาณปกติ เพราะโครงการตามร่างฉบับนี้ไม่ว่าจะเป็นรถไฟรางคู่ รถไฟฟ้าความเร็วสูง ล้วนผ่านการอนุมัติมาจากรัฐบาลชุดที่แล้วแทบทั้งสิ้น จึงไม่มีเหตุผลใดที่เราจะค้านตัวโครงการ เพียงแต่ผมมีเจตนาไม่อยากให้รัฐบาลกู้เงินนอกระบบงบประมาณปกติ เพราะจะขัดกับรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญอาจจะวินิจฉัยให้มีความผิดได้” นายกรณ์กล่าว
ด้านนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรมว.คลัง ในฐานะประธาน กมธ. ชี้แจงว่า แม้ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้กู้นอกวิธีการงบประมาณปกติ แต่ก็มีการเสนอเข้าสู่สภาเพื่อพิจารณาถือเป็นว่าละเอียดรอบคอบสมบูรณ์ อย่างไรก็ตามยอมรับว่าโครงการตามร่างพ.ร.บ.สามารถบรรจุโครงการในงบประมาณประจำปีได้ แต่จะขาดความต่อเนื่อง และการแยกกลุ่มโครงการโครงสร้างพื้นฐานจากงบรายจ่ายประจำปีจะทำให้มีความชัดเจนและโปร่งใสมากกว่า ทั้งนี้กระทรวงการคลังและกระทรวงคมนาคมมีภารกิจร่วมกัน และตระหนักดีว่าการใช้เงินต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง
นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะรองประธาน กมธ. ชี้แจงว่า กรณีที่นายกรณ์เสนอให้ตั้งงบร่าง พ.ร.บ.2 ล้านล้าน เป็นงบประมาณขาดดุลในระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้น กมธ.ได้สอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและได้รับคำชี้แจงว่าการตั้งงบขาดดุลในงบประจำปีเป็นแนวทางของแต่ละรัฐบาลที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งการตั้งงบประมาณแต่ละปีต้องกำหนดวงเงิน ประมาณการรายได้ โดยกระทรวงการคลัง คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย
“ดังนั้นการผลักดันโครงการ 2 ล้านล้านเป็นร่าง พ.ร.บ.นั้นเพื่อหลีกเลี่ยงลดปัจจัยกระทบเพราะไม่รู้ว่าระยะเวลา 7 ปีที่กู้นั้นจะมีผลกระทบที่จะทำให้รายได้ลดลงหรือไม่ ดังนั้นกรณีที่เสนอมาแม้จะเป็นวิธีที่ทำได้ แต่อาจจะมีปัญหา เพราะไม่รู้ว่า 7 ปีข้างหน้าจะมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้าง” นายวราเทพกล่าว
อย่างไรก็ตามนายกรณ์ ลุกขึ้นกล่าวว่า รัฐบาลกำลังสร้างภาพให้ประชาชนเห็นว่าใครขวางกฎหมายนี้เป็นผู้ขวางความเจริญ แต่ตนยังยืนยันว่าสามารถกู้ผ่านระบบงบประมาณปกติได้ หากวันที่ 20 ก.ย.นี้ สมาชิกไม่โหวตผ่านร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ ร่างก็ไม่ผ่านการพิจารณา แต่โครงการตามร่างก็ไม่ได้ล้มลง โดยขอแนะนำให้รัฐบาลเสนองบประมาณกลางปีในช่วงเดือนธ.ค.หรือ ม.ค.นี้ ตามวงเงินที่จำเป็นต้องใช้แทนได้ เช่น ร่าง พ.ร.บ.เงินกู้เดิมต้องการตัวเลข 1.2 แสนล้านในปี 2557 ก็เสนองบเพิ่มเติกลางปี 1.2 แสนล้านบาท เป็นต้น แล้วให้กระทรวงคมนาคมเบิกจ่ายตามแผนการเบิกจ่ายของกระทรวงเอง ถ้าเปลี่ยนเป็นรูปแบบนี้จะได้เสียง สส.ในสภาท่วมท้น
นายกรณ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ที่สำคัญกระทรวงคมนาคมต้องมีความพร้อม โดยจากร่าง พ.ร.บ. 2 ล้านล้านฉบับนี้พบว่าคมนาคมพร้อมเพียง 20% เท่านั้น อีกทั้งกรณีเหตุการณ์รถไฟตกรางบ่อยครั้งนั้น พรรคเพื่อไทยอ้างว่ารถไฟตกรางจึงจำเป็นต้องมีร่าง พ.ร.บ.2 ล้านล้าน แต่เมื่อดูจากงบประมาณปี 2556 ที่จะหมดปีงบประมาณ 30 ก.ย.นี้พบว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยได้รับการจัดสรรงบลงทุน 1,560 ล้านบาท แต่เดือน ส.ค.ที่ผ่านมาทั้งที่เกือบจะหมดปีงบประมาณแล้ว แต่การรถไฟมีการเบิกจ่ายเพียง 260 กว่าล้านบาทหรือ 15% ของงบเท่านั้น กระทรวงคมนาคมจึงควรทบทวนความพร้อมของกระทรวงเอง
อย่างไรก็ตามต่อมาเวลา 14.30 น.ที่ประชุมสภามีมติเสียงข้างมาก 289 ต่อ 123 เสียงเห็นชอบคำปรารภเดิมตามร่างพ.ร.บ.โดยไม่มีการแก้ไขตามที่กมธ.เสียงข้างมากเสนอ







