
เฟดเดินหน้าชะลอคิวอีไฟต์บังคับนี้ ไม่ทำไม่ได้
เริ่มมีความเชื่อมั่นกันมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) น่าจะประกาศลดระดับความเข้มข้นของการดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี)
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
เริ่มมีความเชื่อมั่นกันมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) น่าจะประกาศลดระดับความเข้มข้นของการดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่อเนื่องมายาวนานหลายปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชะลอการซื้อคืนพันธบัตรสหรัฐรายเดือนมูลค่า 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หลังการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ระหว่างวันที่ 1718 ก.ย.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ แม้นักวิเคราะห์จากหลายสำนักส่วนหนึ่งจะยังไม่แน่ใจว่าสมควรแล้วหรือไม่ที่เฟดจะเริ่มชะลอแผนคิวอี เนื่องจากข้อมูลตัวเลขทางเศรษฐกิจล่าสุดที่รายงานออกมา โดยเฉพาะอัตราการว่างงานและปริมาณการจ้างงานดูจะเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่กระนั้นนักเศรษฐศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ต่างเห็นตรงกันว่าเฟดจำเป็นต้องเลิกการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการยื่นมือแทรกแซงตลาดโดยใช้แผนคิวอีเสียที
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ถึงเวลาเหมาะสมแล้วที่เศรษฐกิจสหรัฐควรจะกลับคืนสู่สภาพปกติทั่วไป โดยให้ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดตามแบบฉบับที่ควรจะเป็น
ยิ่งไปกว่านั้น การเริ่มต้นเดินหน้าชะลอการใช้คิวอีเสียแต่เนิ่นๆ ยังเป็นการเตรียมตัวเตรียมใจนักลงทุนทั่วโลกให้มีเวลาเพียงพอที่จะสามารถปรับตัวให้พร้อมรับมือกับเศรษฐกิจในวันที่ไม่มีมาตรการกระตุ้นจัดหนักแบบคิวอีอีกต่อไป
ทั้งนี้ ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันชั้นนำหลายแห่งต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ณ เวลานี้ ประเด็นที่ต้องถกเถียงไม่ได้อยู่ที่ว่าเฟดควรหรือไม่ควรยุติการใช้คิวอีอีกต่อไป แต่อยู่ที่ว่าเฟดจะเริ่มลงมือทำตอนไหนระหว่างภายในเดือนนี้หรือภายในสิ้นปีนี้ เพราะท้ายที่สุดแล้วการชะลอการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเป็นเรื่องที่เฟดจะต้องทำอย่างยิ่งยวด
เหตุผลเนื่องจากว่า แม้นโยบายคิวอีนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้กระเตื้องได้ตามที่หลายฝ่ายโดยเฉพาะเหล่านักลงทุนในตลาดคาดหวัง แต่ต้องไม่ลืมเช่นกันว่า “คิวอี” ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะช่วยรักษาอาการภาวะเศรษฐกิจซบเซาได้ชะงัด แถมยังมีผลข้างเคียงค่อนข้างร้ายแรงที่สามารถสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเติบโตของสหรัฐในระยะยาว
เรียกได้ว่า หากไม่รีบทยอยปรับสมดุลทางการเงินของตนเองให้เข้าสู่ภาวะปกติโดยไวในขณะที่เศรษฐกิจกำลังทยอยฟื้นตัว สหรัฐมีแนวโน้มจะเผชิญหน้ากับความยากลำบากในอนาคตอย่างแน่นอนเมื่อต้องยุติการใช้มาตรการคิวอีจริงๆ
เห็นได้จากผลเสียที่เศรษฐกิจสหรัฐได้รับนับตั้งแต่มีการใช้มาตรการคิวอีเป็นต้นมา โดยไล่เรียงตั้งแต่ตัวเลขเงินเฟ้อ ภาวะฟองสบู่ในตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ ไปจนถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนรวยกับคนจนที่ขยายตัวมากขึ้น และผลกระทบที่สั่นคลอนเสถียรภาพทางการเงินของบรรดากลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จนเฉียดเกิดวิกฤตสภาพคล่องทางการเงินในประเทศเหล่านั้น
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญชั้นนำจากหลายสำนักได้ประมวลข้อมูลตัวเลขต่างๆ จนสรุปเป็นเสียงเดียวกันว่าเฟดจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องชะลอมาตรการคิวอีของตนเองเสียที
ประการแรกสุด เพราะสัญญาณการเริ่มต้นที่ชัดเจนของเฟดจะส่งผลต่อการรับรู้ของนักลงทุนในตลาด ซึ่งเป็นผลทางจิตวิทยาที่สำคัญที่จะช่วยขจัดความไม่แน่นอน ไม่แน่ใจ ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ให้หมดไป โดย แครอล โรธ นักวิเคราะห์ประจำสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซีแห่งสหรัฐ กล่าวว่า สิ่งที่น่ากลัวมากกว่าการพิมพ์เงินอัดเข้าระบบของเฟดก็คือการที่ตลาดเข้าใจและรับทราบตรงกันว่าในที่สุดเฟดจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร
แน่นอนว่า ตลาดย่อมไม่อยากให้เฟดยุติการอัดฉีดเงินมหาศาลเข้าระบบแบบที่ทำอยู่เช่นทุกวันนี้ แต่การคงอยู่ของคิวอีจะไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐที่กำลังฟื้นตัว เนื่องจากเงินที่ล้นระบบจะเอื้อให้เกิดการเก็งกำไรในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์อย่างราคาอาหารและราคาน้ำมัน ซึ่งถือเป็นราคาที่ต้องจ่ายของชนชั้นกลางและชนชั้นล่างมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมด จนบั่นทอนกำลังซื้อของผู้บริโภค กำลังขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจสหรัฐ
ขณะเดียวกัน การประกาศความแน่นอนว่าเฟดจะเริ่มตอนไหน ช่วยให้นักลงทุนรู้ตัวว่าต้องปรับตัวปรับกลยุทธ์และวางแผนรับมือเพื่อหลีกเลี่ยงและลดทอนผลกระทบที่จะเกิดจากการชะลอการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินของสหรัฐ โดยแนวทางดังกล่าวยังจะส่งผลดีต่อกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หรือประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายทั่วโลก เพราะการทยอยลดทีละน้อยทำให้มีระยะเวลาที่ช่วยให้ประเทศเหล่านี้ปรับตัว
ข้อดีประการต่อมาที่สหรัฐจำเป็นต้องชะลอคิวอีเสียแต่ตอนนี้ก็คือการช่วยให้ตลาดเลิกติดนิสัยลงทุนด้วยแรงจูงใจที่ผิดๆ โดยแม้คิวอีจะช่วยให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้น แต่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งระบุว่า ตัวเลขที่ดีขึ้นกลับเป็นตัวเลขในตลาดหุ้น ซึ่งเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมด และที่สำคัญมาตรการดังกล่าวยังกลายเป็นการบ่มเพาะนิสัยการลงทุนที่ไม่ดี เพราะแทนที่นักลงทุนจะให้ความสำคัญกับพื้นฐานเศรษฐกิจกลับสนใจแต่การกอบโกยกำไรผลตอบแทน จนหลายฝ่ายต้องวิตกกังวลกับภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์
นอกจากนี้ แนวทางข้างต้นยังส่งผลให้ธุรกิจส่วนใหญ่มุ่งสนใจแต่ผลประกอบการและเงินปันผลจนละเลยการลงทุนเพื่อขยายเศรษฐกิจที่จะมีผลต่อการเพิ่มตำแหน่งงานในตลาด ซึ่งในระยะยาวแล้วคือตัวการสำคัญที่เอื้อให้อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น และทำให้รายได้ในกระเป๋าของผู้บริโภคลดลง
ขณะที่อานิสงส์ที่ทำให้เฟดต้องเริ่มชะลอการใช้มาตรการคิวอีเสียทีคือการเปิดทางให้ตลาดเศรษฐกิจหลักไล่ตามการเติบโตในตลาดหุ้นได้ทัน ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับชาวสหรัฐทุกคนจริงๆ ไม่ใช่แค่เฉพาะนักลงทุนหรือคนรวย
ทั้งนี้ หลายฝ่ายเริ่มตระหนักแล้วว่านโยบายคิวอีที่ใช้ต่อเนื่องมานานร่วมหลายปี ทำให้นักลงทุนในตลาดหุ้นได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ แต่ไม่ใช่ชาวสหรัฐทั่วประเทศ
หลักฐานยืนยันก็คือรายงานช่องว่างอัตราการจ้างงานและระดับรายได้ระหว่างชาวสหรัฐที่ร่ำรวยที่สุดกับยากจนที่สุดฉบับล่าสุดปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 10 ปี โดยอัตราการจ้างงานของครอบครัวชาวสหรัฐที่ยากจนที่สุด ซึ่งมีรายได้ต่ำกว่าปีละ 2 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 6.36 แสนบาท) พุ่งขึ้นเป็น 21% ซึ่งเกือบเท่ากับอัตราการว่างงานของชาวอเมริกันทั่วประเทศในช่วงทศวรรษปี ค.ศ. 1930 ซึ่งสหรัฐประสบภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่
ขณะที่ครอบครัวชาวสหรัฐที่มีฐานะร่ำรวย ซึ่งมีรายได้มากกว่าปีละ 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.77 ล้านบาท) และมีอัตราการว่างงานเพียงร้อยละ 3.2 ซึ่งตามปกติถือว่าอัตรานี้เป็นอัตราที่มีการจ้างงานเต็มที่ในระบบเศรษฐกิจ ขณะที่ชนชั้นกลางถูกสถานการณ์บังคับให้ทำงานที่มีอัตราค่าจ้างต่ำลงเพิ่มมากขึ้น หลายคนทำงานแทนผู้ที่มีรายได้ต่ำและทักษะในการทำงานต่ำ ซึ่งคนกลุ่มหลังกลายเป็นคนว่างงาน หรือถูกบังคับให้ลดชั่วโมงการทำงานลง โดยข้อมูลจากรายงานข้างต้นสามารถสรุปให้เข้าใจได้โดยง่ายว่าคนรวยในสหรัฐซึ่งมีเพียง 1% คือผู้ที่โกยรายได้กว่า 1 ใน 5 ของรายได้ทั้งหมดของประชากรทั้งประเทศเข้ากระเป๋าตนเอง
ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์จึงเห็นตรงกันว่าการชะลอการใช้คิวอีจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดที่เฟดไม่ทำไม่ได้ เพราะการใช้คิวอีในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐอย่างที่ควรจะเป็น แถมยังก่อสถานการณ์ที่จะไม่ส่งผลดีของเสถียรภาพเศรษฐกิจประเทศในระยะยาว
ดังนั้น การที่เฟดชะลอการใช้และหาทางยุติแต่เนิ่นๆ ย่อมช่วยจำกัดระดับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจของทั้งสหรัฐเองและเศรษฐกิจโลกแน่นอน







