
ผู้ว่าฯนครลั่นเอาผิดกลุ่มปลุกคนร่วมม็อบยาง
ผู้ว่าฯนครฯขยายเวลาประกาศห้ามเข้าพื้นที่ม็อบยางอีก 1 วัน พร้อมขู่เอาผิดคนปลุกระดมเข้าร่วมชุมนุม เอกชนวอนเร่งแก้ไขหวั่นท่องเที่ยวทรุด
ผู้ว่าฯนครฯขยายเวลาประกาศห้ามเข้าพื้นที่ม็อบยางอีก 1 วัน พร้อมขู่เอาผิดคนปลุกระดมเข้าร่วมชุมนุม เอกชนวอนเร่งแก้ไขหวั่นท่องเที่ยวทรุด
นายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผวจ.นครศรีธรรมราช ชี้แจงระหว่างเป็นประธานการประชุมกองอำนวยการร่วมแก้ปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยในพื้นที่จ.นครศรีธรรมราช ที่ห้องปฏิบัติการชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีหน่วยงานด้านความมั่นคง ว่า จะดำเนินการทำให้กองอำนวยการร่วมฯมีความเข้มแข็ง ยึดหลักกฎหมายเป็นที่พึ่งของประชาชน ตั้งด่านตรวจเข้มแข็ง ตรวจสอบสิ่งผิดกฎหมาย สารเสพติด แอลกอฮอล์ ตรวจบัตรประชาชน เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยในพื้นที่ โดยมี พรบ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 รองรับ และเห็นควรให้ประกาศใช้ พรบ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยฯ ต่อไปอีก
ทั้งนี้ได้บังคับใช้ในช่วงเวลา 17.00 น.ของวันที่ 18 ก.ย. ถึงเวลา 05.00 น.ของวันที่ 19 ก.ย. เพื่อดูแลความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และได้สั่งการให้ตรวจสอบโรงเก็บยางที่ให้การสนับสนุนเงินแก่กลุ่มผู้ชุมนุม ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายกับการเผยแพร่ภาพข่าวทางโซเชียลมีเดีย วิทยุชุมชน ที่ยั่วยุเชิญชวนให้มาร่วมชุมนุม
นอกจากนี้ยังได้แต่งตั้งคณะกรรมการผู้เจรจาไกล่เกลี่ยกรณีการชุมนุมในพื้นที่สาธารณะ จำนวน 9 คน ลงพื้นที่ไปพูดคุยกับแกนนำผู้ชุมนุมอย่างไม่เป็นทางการแล้ว ทำให้แกนนำมีความเข้าใจมากขึ้น ส่วนกลุ่มฮาร์ตคอร์ที่ทำผิด จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย
นายวิโรจน์ กว่าอีกว่า กรณีที่ร.อ.ทรงกลด ชื่นชูผล หรือผู้กองปูเค็ม ได้ลงมาอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมที่สี่แยกควนหนองหงษ์นั้นไม่รู้จักว่าผู้กองปูเค็มเป็นใครส่วนการเข้ามาเพื่อจะเป็นแกนนำม๊อบนั้นก็อยากจะฝากว่าไม่ใช่คนพื้นที่ให้ศึกษาข้อมูลวิถีชีวิตของชาวบ้านให้ดี อยากจะให้ช่วยสื่อสารกับชาวบ้านที่เป็นประโยชน์กับบ้านเมืองเพื่อความสงบส่วนกรณีที่มีการระบุว่าจะมีการสลายการชุมนุมนั้น
"ผมขอระบุว่าเราจะไม่ใช่วิธีการรุนแรงแต่จะใช้การเจรจานำสิ่งที่น่าเป็นห่วงของเจ้าหน้าที่รัฐก็คือผู้ชุมนุมไม่สามารถคุมกันเองได้ ก่อให้เกิดสิ่งผิดกฏหมายขึ้นเมื่อทำผิดกฎหมายเจ้าหน้าที่ก็จะต้องเข้าไปตรวจที่เกิดเหตุซึ่งหากผู้ชุมนุมคุมกันไม่ได้ก็จะปะทะ หากชาวบ้านขอไม่ให้เจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงผมก็ขอให้ชาวบ้านอย่าใช้ความรุนแรงเช่นกันและละเมิดกฏหมายหรือยั่วยุจนไม่สามารถคุมตัวเองได้"ผวจ.นครศรีธรรมราช กล่าว
อย่างไรก็ตามสถานการณ์ตอนนี้ก็เริ่มคลี่คลายไปทางที่ดีเพราะได้มีการตั้งคณะเข้าไปเจรจาเป็นการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการไม่มีการตั้งโต๊ะแถลงโดยการตั้งคนในพื้นที่เข้าไปเจรจาซึ่งได้เริ่มแล้ว นายอำเภอชะอวดได้เข้าไปเจรจากับผู้ชุมนุมและขอร้องให้รื้อเต๊นท์ออกจากถนนเอเชีย 41 ซึ่งก็มีการรื้อกันเรียบร้อย ตรงนี้ก็ต้องขอขอบคุณกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย ส่วนการตรวจสอบเรื่องของสต๊อกยางในพื้นที่จ.นครศรีธรรมราชในบริษัทเอกชนตอนนี้มีอยู่ประมาณ 27 ล้านกก.แต่จะมีการเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนม๊อบหรือไม่ก็กำลังตรวจสอบอยู่เกษตรจังหวัดเผยขึ้นทะเบียนเกษตรกรแล้ว 51,250 ราย
นายสมนึก เหมมณี เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานเกษตรอำเภอ รับขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราลงไปมตามหมู่บ้าน ตำบลต่างๆขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 51,250 ราย ที่เหลือกว่า 7 หมื่นราย จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 25 ก.ย.นี้ และกำหนดให้กรรมการประจำหมู่บ้านๆละ 3 คน รวม 1,200 คน เก็บข้อมูล ดำเนินการขึ้นทะเบียน ประมาณ 8,000 รายต่อวัน แต่ทำได้เกินเป้าหมายกว่า 10,000 รายต่อวัน
ทั้งนี้เกษตรกรผู้ปลูกยางทยอยมาขึ้นทะเบียนอย่างต่อเนื่อง บางอำเภอขึ้นทะเบียนเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว สำหรับพื้นที่อำเภอชะอวดที่มีการชุมนุมและอำเภอจุฬาภรณ์ มีผู้ปลูกยางรวมกว่า 13,000 ราย ขึ้นทะเบียนไปแล้วกว่า 6,100 ราย คิดว่าในเวลา 5-6 วันจะขึ้นทะเบียนแล้วเสร็จ ส่วนการตรวจสอบพื้นที่ปลูกยางที่เกษตรกรมาขึ้นทะเบียน เพื่อความรวดเร็วจะตั้งคณะกรรมการฯอีกชุดหนึ่ง ลงไปตรวจสอบ
นายสมนึก กล่าวอีกว่า กรณีเกษตรกรสอบถามเป็นอย่างมากเกรงว่าจะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติเงินช่วยเหลือแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำแล้ว โดยสำนักงบประมาณโอนเงิน 5,040 ล้านบาท ให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์( ธกส.)ไปแล้ว เพื่อนำไปจ่ายเข้าบัญชีให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผ่านการตรวจสอบเรียบร้อยแล้วได้ทันที
เอกชนวอนรัฐเร่งเจรจาม็อบยางหวั่นท่องเที่ยวใต้ทรุด
นายกุล สุนทรวิจิตร นายกสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพ จ.สงขลา กล่าวว่า หากการชุมนุมปิดถนนเอเชีย 41 ที่สี่แยกควนหนองหงส์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรม ยังยืดเยื้อจะส่งผลกรทบต่อภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวภาคใต้ เนื่องจากในวันที่ 20 ก.ย.นี้ ผู้ประกอบการบริษัททัวร์และเอเจนซี่จาก 3 ประเทศ ทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย จำนวน 20 บริษัท จะเดินทางเข้ามาสำรวจเส้นทางเพื่อเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเครือข่ายกลุ่มประเทศอาเซี่ยนระหว่างไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย
นายกุล กล่าวอีกว่า กลุ่มผู้ประกอบการบริษัททัวร์ดังกล่าวจะเดินทางไปสำรวจสถานที่ท่องเที่ยวทั้งในจ.สุราษฎร์ธานี ชุมพร ระนอง ประจวบคีรีขันต์ และกรุงเทพมหานคร ซึ่งหากยังคงมีการปิดถนนจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั้ง 3 ประเทศจึงต้องการเรียกร้องให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเจรจาหาข้อยุติโดยเร็วก่อนวันที่20กันยายน นี้เนื่องจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั้ง20 บริษัทล้วนเป็นบริษัทนำเที่ยวรายใหญ่และจะเป็นโอกาสที่จะเปิดเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่ของทั้งสี่ประเทศ







