posttoday
ต้องไม่ทำให้บานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมือง

ต้องไม่ทำให้บานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมือง

27 เมษายน 2553

...นายศาสตรา

นอกจากไม่มีใครจะตอบได้ว่าสถานการณ์เผชิญหน้าจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง จะคลี่คลายหรือยุติลงได้อย่างไร และเมื่อไรแล้ว ขณะนี้ยังมีความวิตกกังวลแผ่กว้างออกไปด้วยว่า เหตุการณ์อาจลุกลามบานปลายถึงขั้นกลายเป็นสงครามกลางเมืองขึ้นในประเทศ ความวิตกกังวลดังกล่าวมิใช่ลักษณะของการวิตกจริตจนเกินเหตุ เพราะมีสิ่งบอกเหตุหลายประการชวนให้เกิดความวิตกเช่นนั้น

สงครามกลางเมือง คือ สงครามระหว่างคนในชาติเดียวกันเอง ซึ่งเกิดจากปัญหาขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นไม่สามารถหาข้อยุติกันได้โดยสันติวิธี ต้องใช้อาวุธเข้าต่อสู้กันจนถึงขั้นแตกหัก ให้แพ้ชนะกันไปข้างใดข้างหนึ่ง หรือจนหมดแรงด้วยกันทั้งสองฝ่าย จึงต้องกลับมาหาทางยุติการสู้รบด้วยการเจรจากัน

ปัจจุบัน มีสภาพการณ์หลายอย่างที่เอื้อให้เกิดสงครามกลางเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือความขัดแย้งแตกแยกทางความคิดรุนแรงแผ่กว้างไปทั่วประเทศ ที่สำคัญคือมีการบ่มเพาะความเบื่อหน่าย ระอิดระอา จนถึงขั้นเกลียดชังที่มากขึ้นทุกที จนเริ่มปะทะกันตั้งแต่วันที่ 21 เม.ย. ที่แยกศาลาแดง

สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างมากคือ ทั้งวาทกรรมและการเคลื่อนไหวของ “กลุ่มคนเสื้อแดง” หลายประการส่อว่ามีความจงใจที่จะขยายสถานการณ์ให้ลุกลามบานปลายถึงขั้นเป็นสงครามกลางเมือง แม้จะพยายามโฆษณาว่ามุ่งต่อสู้ด้วยสันติวิธีก็ตาม โดยเฉพาะถ้าพิจารณาว่า “กลุ่มคนเสื้อแดง” ประกอบด้วย 3 กลุ่มที่เคลื่อนไหวประสานกัน คือ 1) กลุ่มผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์ และสะพานผ่านฟ้าลีลาศ 2) กลุ่มนักการเมืองในฝ่ายพรรคเพื่อไทย และ 3) กลุ่มที่ใช้อาวุธสงคราม ลอบใช้ระเบิด ปืน และอื่นๆ ตามจุดเป้าหมายทั้งทางการเมืองและยุทธศาสตร์

นับตั้งแต่เริ่มชุมนุมมาในรอบนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. 2553 เป็นต้นมา กลุ่มคนเสื้อแดงทั้งสามกลุ่มได้แสดงให้เห็นว่ามีศักยภาพพอเพียงที่จะทำสงครามกลางเมืองได้แล้ว

ประการแรก กลุ่มเสื้อแดงที่ชุมนุม และกลุ่ม “ดาวฤกษ์” ที่ออกปฏิบัติการตามจุดต่างๆ แสดงศักยภาพที่สามารถระงับยับยั้ง ขัดขวาง และ “หยาม” อำนาจรัฐ ได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่เริ่มการชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าฯ และขยายการชุมนุมไปที่ราชประสงค์

เมื่อถูกรัฐใช้อำนาจกฎหมายและกำลังปิดเครือข่ายโทรทัศน์ของตน ก็สามารถปิดล้อมและบังคับให้เปิดสัญญาณได้ใหม่ เมื่อรัฐใช้ทั้งกฎหมายประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและกองกำลังเข้าสลายการชุมนุม ก็สามารถต่อสู้จนรักษาพื้นที่ไว้ได้ ตำรวจถูกจับเสียเอง เหิมเกริมถึงขั้นหยุดขบวนรถไฟที่ขนทหารจากต่างจังหวัด ฯลฯ

ประการที่สอง กลุ่มที่ใช้อาวุธ สามารถยิงระเบิด ปืน และจรวด เข้าใส่กลุ่มเป้าหมายทางการ เมืองที่เป็นสัญลักษณ์ของ “ศัตรู” ที่กลุ่มผู้ชุมนุมโจมตีได้แทบจะรายคืน โดยตำรวจแทบจะไม่สามารถจับกุมคนร้ายได้เลย ต่อมาได้ขยายเป้าจาก กลุ่มทางการเมืองเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์แล้ว นั่นคือการยิงจรวดอาร์พีจีเข้าใส่คลังน้ำมันของ ปตท. ที่ลำลูกกา ปทุมธานี ซึ่งแม้จะไม่ถึงขั้นเสียหายร้ายแรง แต่ก็ชัดเจนว่ามุ่งเป้าถึงขั้น “เอาเป็นเอาตาย” จริงๆ รวมทั้งการวางระเบิดซีโฟร์กับเสาไฟฟ้าแรงสูงก่อนหน้านี้ และการยิงเอ็ม 79 ถึง 5 ลูก เข้าใส่ผู้ชุมนุมกลุ่มคนสีลม เมื่อหัวค่ำคืนวันที่ 22 เม.ย. จนมีคนตายและบาดเจ็บนับสิบคน

ประการที่สาม การรุกคืบของฝ่ายการเมือง ที่สองอดีตนายกฯ ประกาศขอเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ทรงออกมาเป็นผู้ยุติความขัดแย้งด้วยพระองค์เอง นับเป็นเรื่องล่อแหลมอย่างยิ่ง เพราะทั้งสองอดีตนายกฯ ควรรู้อยู่แก่ใจตนเองดีว่า เป็นสิ่งที่มิบังควร แต่ก็ยังกล้ากระทำ แสดงว่าน่าจะมีความจงใจขยายเป้าหมายขึ้นไปสูง กว่ารัฐบาลแล้ว และสอดประสานกับที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ออกมาระบุว่า ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ทีขะระ ราชเลขานุการในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เป็นผู้สั่งการกดดันให้ทหารลุยปราบกลุ่มเสื้อแดง เมื่อคืนวันที่ 10 เม.ย.

ธรรมดาสงครามกลางเมืองจะเกิดขึ้นและยืดเยื้ออยู่ได้ จะต้องมิใช่การต่อสู้เพื่อผลประโยชน์เท่านั้น แต่จะต้องมีการประกาศอุดมการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งด้วย ขณะนี้เงื่อนไขต่างๆ เกือบจะครบถ้วนทุกประการแล้ว โดยเฉพาะการรุกคืบในประการที่สาม

เมื่อมองไปในฝ่ายของรัฐบาล พบความน่าห่วงใยหลายอย่าง ประการแรก พรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคชาติไทยพัฒนา ฉวยโอกาสวิจารณ์ตำหนินายกฯ และกดดันเรื่องขอแก้รัฐธรรมนูญด้วย ประการที่สอง พรรคประชาธิปัตย์เองก็ทำท่าจะมีรอยปริร้าวจากการปะทะคารมกันรุนแรงเมื่อวันที่ 20 เม.ย. ประการที่สาม ในส่วนของตำรวจและกองทัพ ซึ่งควรจะเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการคลี่คลายสถานการณ์ ก็มีปัญหาทั้งเรื่องเอกภาพและสมรรถภาพ

จุดแข็งของรัฐบาล คือ ภาวะผู้นำของนายกฯ ที่ยัง “เก็บอาการ” และ “ยืนระยะ” อยู่ได้ ด้วยวุฒิภาวะ และจุดยืนเรื่องสันติวิธี รวมทั้งความสามารถในการสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชน ตลอดจนการโต้ตอบกับฝ่ายเสื้อแดงทั้งในและนอกสภาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในสถานการณ์ขณะนี้ รัฐบาลจะต้องมีจุดยืนและเป้าหมายที่ชัดเจนที่จะต้องควบคุมป้องกันและแก้ปัญหาทุกประการ มิให้เหตุการณ์บานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมืองโดยเด็ดขาด

1.จะต้องอดทนต่อสถานการณ์ที่ยืดเยื้อ ใช้แนวทางสันติวิธี โดยเคร่งครัดในการคลี่คลายปัญหา ควบคู่ไปกับการแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะคนระดับล่างที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม

2.ฝ่ายความมั่นคง โดยเฉพาะตำรวจ จะต้องปรับปรุงการข่าว เพื่อระงับยับยั้งและจับกุมผู้ก่อเหตุรุนแรงต่างๆ ให้ได้

3.สำหรับกลุ่มผู้ชุมนุม รัฐบาลจะต้องไม่พยายามมุ่งสลายการชุมนุม แต่ใช้วิธีควบคุม และปิดล้อมผู้ชุมนุมต่อไป

4.จะต้องควบคุมกลุ่มคนเสื้อหลากสีและประชาชนมิให้ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ข้อสำคัญ นายกฯ จะต้องรักษาคำมั่นสัญญาที่ประกาศไว้ คือ จะท้อถอยหรือถอดใจไม่ได้โดยเด็ดขาด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท