
พลังสังคม (Social Power) อีกหนึ่งทางออกของวิกฤตความขัดแย้งไทย
....สุเทพ กล่ำทวี
พลังสังคมตามความหมายในเชิงสากล หมายถึง ความสามารถของคน (ทั้งในรูปแบบปัจเจกชนและในรูปแบบของการรวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนหรือเป็นองค์กรมวลชนที่มีโครงสร้างการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ) ในการแผ่อิทธิพล (Influence) ทั้งด้านความคิด อุดมการณ์ และการกระทำเพื่อเป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่งต่อสังคม และในอีกมิติหนึ่งในแง่ของความสามารถในการต่อต้าน (Resist) ความคิด อุดมการณ์ การกระทำหรือสถานการณ์ที่อาจจะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อสังคม
กล่าวอย่างง่ายๆ ว่า พลังสังคม ก็คือ พลังของคนหรือกลุ่มคน ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญอันจะสามารถช่วยควบคุมให้สังคมเกิดความสงบเรียบร้อยภายใต้กฎ ระเบียบ ประเพณี และกฎหมาย และมีความเท่าเทียมกันในการแสดงออกทางความคิดและการกระทำตามวิถีประชาธิปไตย
พลังสังคมที่แท้จริงต้องมีแกนนำ และมีเป้าหมายหลักเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวมของสังคมโดยแท้จริง และต้องไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัว (Personal Interests) แอบแฝง ในกรณีที่แกนนำพลังสังคมไม่มีเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ทางสังคมอย่างแท้จริงจะทำให้สามารถแผ่อิทธิพลต่อการตัดสินใจของรัฐบาลเป็นไปด้วยความยากลำบาก หรือไม่สามารถส่งผลกระทบใดๆ ต่อสังคมได้เลย
การรวมกลุ่มกันเป็นแนวร่วมประชาชนหรือองค์กรอะไรก็ตาม แต่ที่ไม่มีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ของสังคมหรือประโยชน์สุขของประเทศชาติเป็นเป้าหมายหลัก รวมทั้งการกระทำใดๆ ก็แล้วแต่ที่ไม่อยู่ในกรอบของกฎหมายบ้านเมืองหรือการไม่เคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น หรือของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ย่อมไม่ถือว่าเป็นพลังสังคม แต่จะถือว่าเป็นม็อบนอกกฎหมาย (Outlaw Mob) ซึ่งรัฐบาลจะต้องดำเนินการกวาดล้างตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้ก่อความเดือดร้อนให้ประชาชน
จากการประเมินสถานการณ์ในปัจจุบัน ดูเหมือนว่าความเด็ดขาดในการบังคับใช้กฎหมายจะอ่อนปวกเปียกลงไปเรื่อยๆ และถ้าสถานการณ์ยังเป็นอย่างที่เป็นอยู่อีกไม่เกิน 1 เดือนนับจากนี้ โอกาสที่จะเกิดสงครามกลางเมือง (Civil War) หรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ย่อมเป็นไปได้สูง เนื่องจากกลุ่ม
“พลังสังคม” มีจำนวนมากเพิ่มขึ้นและเพิ่มระดับความเข้มข้นในการแสดงออกทางความคิดและการกระทำเพื่อความสงบเรียบร้อยสิ่งที่ผู้เขียนได้เสนอแนวคิดไปยังรัฐบาลและภาคสังคมก่อนหน้านี้ ผู้เขียนก็ยังยืนยันว่าน่าจะเป็นไปตามนั้น โดยเสนอให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคง (ต้องเร่งรีบดำเนินการควบคุมและกำจัดการก่อความรุนแรงและการก่อการร้าย) ก่อนเป็นประการแรก เพื่อคงเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ยึดหลักนิติรัฐ การปล่อยให้มีผู้ละเมิดกฎหมายบ้านเมืองอย่างกว้างขวางจะทำให้สังคมเกิดความสับสนอลหม่าน ผู้คนจะเริ่มไม่ให้ความเคารพกติกาของสังคม โดยมีสิทธิที่จะคิดว่าเมื่อรัฐบาลหมดความสามารถที่จะบังคับใช้กฎหมายและจำเป็นต้องหันมาใช้วิธีการของพวกเขาเอง ซึ่งอาจจะเป็นการซ้ำเติมให้เกิดความรุนแรงอย่างไม่มีที่สิ้นสุดและความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ดังนั้นถ้ารัฐบาลต้องการเป็นรัฐบาลของประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง รัฐบาลจะต้องใช้อำนาจที่มีอยู่เพื่อ
“ทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย” จากนั้นค่อยมาคิดหาแนวทางประการที่สอง เรื่องข้อเรียกร้องของสังคมที่อยากจะเห็นการเจรจาระหว่างกลุ่ม นปช. กับรัฐบาล ผู้เขียนอยากขออธิบายอีกครั้งหนึ่ง(เขียนมาหลายครั้งแล้ว) ว่าการเจรจาใดๆ ก็ตามที่ขาดผู้มีอำนาจในการตัดสินใจตัวจริงเข้าร่วมในการเจรจาจะไม่มีทางทำให้ผลของการเจรจาเกิดขึ้นได้อย่างเด็ดขาด ในกรณีของกลุ่มเสื้อแดงทุกคนก็รู้ว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกลุ่ม ถ้าการตัดสินใจใดๆ ไม่มาจากผู้ที่อยู่เบื้องหลังกลุ่ม การเรียกร้องให้เกิดการเจรจาย่อมเป็นสิ่งที่เปล่าประโยชน์ เว้นแต่ว่าแกนนำกลุ่มเสื้อแดงเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศยอมสลายการชุมนุมเอง และยอมเจรจากับรัฐบาลเพื่อทำการปฏิรูปประเทศ
ประการที่สาม ไม่มีรัฐบาลไหนในโลกที่เสียสติยอมรับเงื่อนไขการเจรจาจากฝ่ายละเมิดกฎหมายหรือฝ่ายก่อการร้ายก่อน การเจรจาใดๆ ก็ตามที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตจะต้องเป็นการเจรจาที่มีการกำหนดกรอบและประเด็นโดยฝ่ายรัฐบาลไม่ใช่ฝ่ายกลุ่มผู้ละเมิดกฎหมาย ส่วนการขอต่อรองกันในประเด็นต่างๆ เป็นเรื่องที่กลุ่มนอกกฎหมายต้องต่อรองกับฝ่ายรัฐบาลระหว่างการเจรจาไม่ใช่เรียกร้องให้รัฐบาลยอมปฏิบัติในข้อเรียกร้องก่อน
ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นอาจารย์ด้านการเจรจาต่อรองและการบริหารความขัดแย้ง ขอเสนอว่า การเจรจาต่อรองใดๆ ก็ตามที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ควรจะเป็นการเจรจาต่อรองที่เกิดขึ้นหลังจากมีการบังคับใช้กฎหมายให้ฝ่ายเสื้อแดงยกเลิกการชุมนุมโดยผิดกฎหมายเสียก่อน เพื่อสภาพบรรยากาศการเจรจาต่อรองที่จะเกิดประสิทธิภาพ ภายใต้ความสงบและสันติ
ประการสุดท้าย ขอเรียกร้องให้ประชาชนในภาคสังคมออกมารวมตัวกันให้มากยิ่งขึ้นเพื่อเป็นพลังสังคมที่สามารถสร้างแรงกดดันให้ฝ่ายรัฐบาลคงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและร่วมมือกันต่อต้านไม่ให้ม็อบนอกกฎหมายเพิ่มการละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นให้มากไปกว่านี้...







