
ถึงเวลา "ถึงเวลารัดเข็มขัด"
นับตั้งแต่เข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลังที่ผ่านมา โฉมหน้าของเศรษฐกิจในเอเชียที่เคยเติบโตอย่างร้อนแรงมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
นับตั้งแต่เข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลังที่ผ่านมา โฉมหน้าของเศรษฐกิจในเอเชียที่เคยเติบโตอย่างร้อนแรงมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ก็เริ่มมีทีท่าว่าจะชะลอตัวลงอย่างหนักแล้ว ไม่ว่าจะเป็น จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ไทย และมาเลเซีย
ภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัว ประกอบกับการที่กระแสทุนไหลออกจากเอเชีย เพื่อหันกลับไปหาผลตอบแทนที่ดีกว่าในสหรัฐ เนื่องจากคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดปริมาณการใช้มาตรการซื้อพันธบัตรและสินทรัพย์ลงในเร็วๆ นี้ ได้ทำให้หลายประเทศต้องเริ่มหันมาทบทวนนโยบายการดำเนินเศรษฐกิจเสียใหม่ ด้วยการหันมาเน้นรักษาวินัยการเงินการคลังแบบรัดกุมมากขึ้น เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยเอาแต่มุ่งโหมกระตุ้นใช้จ่ายผ่านโครงการต่างๆ อย่างหนัก จนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อพื้นฐานทางเศรษฐกิจในขณะนี้
กรณีดังกล่าวได้เกิดขึ้นแล้วกับ “มาเลเซีย” เนื่องจากเมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลแดนเสือเหลือง ได้หันมาประกาศใช้นโยบายลดการสนับสนุนราคาพลังงานในประเทศลงเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี พร้อมทั้งประกาศเลื่อนโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในบางโครงการออกไป อีกทั้งยังได้เตรียมพิจารณาปรับขึ้นภาษีสินค้าและบริการในปีงบประมาณปี 2014 นี้อีกด้วย
แนวทางการหันมาเข้มงวดกับวินัยการเงินการคลัง ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สวนทางกับท่าทีของรัฐบาลมาเลเซียที่เคยหาเสียงเอาไว้กับประชาชนด้วยนโยบายประชานิยมต่างๆ แบบจัดเต็มในช่วงเลือกตั้งนั้น คาดว่าจะส่งผลกระทบกระเทือนต่อทิศทางการขยายตัวของจีดีพีในประเทศที่เคยเติบโตมาอย่างร้อนแรงเฉลี่ยปีละ 6% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาให้ลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การหันมาเข้มงวดกับงบประมาณการใช้จ่ายมากขึ้นของมาเลเซียจะส่งผลกระเทือนต่อเป้าจีดีพีในปัจจุบัน แต่นักวิเคราะห์ก็เชื่อว่า วิถีทางดังกล่าวถือเป็นสิ่งจำเป็นที่รัฐบาลมาเลเซียต้องเลือกลงมือทำในเวลานี้
เพราะมิเช่นนั้นแล้ว การใช้งบมือเติบของรัฐก็อาจทำให้เสถียรภาพและความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจในประเทศได้รับความเสียหายอย่างหนักในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้กระแสทุนจากต่างชาติมีแนวโน้มว่าจะไหลทะลักออกจากตลาดทุนและพันธบัตรของมาเลเซียอย่างหนัก หลังจากที่เริ่มมีสัญญาณชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าเฟดจะลดการใช้มาตรการซื้อพันธบัตรและสินทรัพย์ (คิวอี) เดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในเร็วๆ นี้
ขณะที่เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา บริษัทจัดอันดับเครดิตความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ ได้ออกมาตัดลดเครดิตของประเทศมาเลเซียลงมาอยู่ในแดน “ติดลบ” แล้ว
เนื่องจากแดนเสือเหลืองกำลังเผชิญทั้งปัญหาเสถียรภาพทางการคลัง การขาดดุลงบประมาณและดุลบัญชีเดินสะพัดพร้อมกันอย่างหนัก โดยข้อมูลจากบลูมเบิร์ก ระบุว่า ขณะนี้อัตราส่วนหนี้สาธารณะมาเลเซียได้พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 53.3% ต่อจีดีพี มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของตลาดเกิดใหม่ 13 ประเทศในเอเชีย
ขณะที่ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัทจัดอันดับเครดิตชื่อดังอีกราย เผยว่า ในปีนี้การขาดดุลงบประมาณของมาเลเซียจะมากกว่า 4% ของจีดีพี พร้อมเตือนอีกด้วยว่า เป้าหมายทางการคลังของรัฐบาลมีโอกาสที่จะหลุดเป้าสูง ถ้าหากไม่มีมาตรการเพิ่มเติมออกมาเพื่อควบคุมการใช้จ่าย
พื้นฐานทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอเหล่านี้ได้ทำให้กระแสเงินทุนไหลออกจากประเทศอย่างหนัก จนส่งผลต่อภาวะค่าเงินริงกิตในประเทศให้อ่อนค่าลงมาประมาณ 2% แล้วในไตรมาสนี้ และยังถือเป็นค่าเงินสกุลหนึ่งที่อ่อนค่าลงมามากที่สุดในเอเชีย อีกทั้งยังถือเป็นครั้งแรกในปีนี้ที่อัตราความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ของมาเลเซียอยู่เหนือฟิลิปปินส์อีกด้วย
ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นตัวสะท้อนความเชื่อมั่นทางการเงินของรัฐบาลในแต่ละประเทศในมาเลเซีย ได้พุ่งขึ้นไปแตะที่ระดับ 4.13% แล้วเมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา สูงสุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2011 ขณะที่ปัจจุบันลดลงมาเล็กน้อยที่ 0.38% อยู่ที่ 3.758%
นอกเหนือจากการที่รัฐบาลเสือเหลืองจะหันมาใช้นโยบายการคลังที่เข้มงวดเพื่อรักษาเสถียรภาพและความเชื่อมั่นของประเทศแล้ว ในส่วนของธนาคารกลางมาเลเซียก็ยังได้หันมาดำเนินแนวทางนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นด้วยเช่นกัน เช่น การลดระยะเวลาการผ่อนซื้อบ้านลงมา
เนื่องจากผลจากการโหมนโยบายประชานิยมมาเป็นเวลาหลายปีของรัฐบาลได้ทำให้อัตราส่วนหนี้ครัวเรือนในประเทศพุ่งสูงขึ้นเฉลี่ยถึง 12% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และปัจจุบันได้กลายเป็นประเทศที่มีหนี้ครัวเรือนสูงที่สุดใน 10 ประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) อีกด้วย ที่ระดับ 80.5% ของจีดีพี
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การหันมาเร่งเดินหน้าออกมาตรการเพื่อรักษาวินัยการคลังและการใช้จ่ายของรัฐมากขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่งการดำเนินนโยบายบางอย่าง โดยเฉพาะการลดการสนับสนุนราคาน้ำมัน กำลังสร้างปัญหาความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในประเทศให้สูงขึ้น และกำลังทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอยู่แล้ว ให้ยิ่งชะลอตัวมากขึ้น
เนื่องจากการลดการอุดหนุนราคาพลังงานนอกจากจะทำให้อำนาจการซื้อของประชาชนน้อยลงแล้ว ก็ยังทำให้ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจสูงขึ้นด้วย ดังนั้นเมื่อผนวกรวมกับการที่รัฐบาลหันมาลดรายจ่ายในการลงทุนโครงการต่างๆ ของภาครัฐในบางโครงการลง ก็จะทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจแดนเสือเหลืองในปีนี้ต้องชะลอตัวลงไปอีกแน่นอน
ข้อมูลจากธนาคารดีบีเอสกรุ๊ป คาดการณ์ว่าผลจากการที่รัฐบาลมาเลเซียหันมาเข้มงวดด้านวินัยการคลังมากขึ้น จะทำให้ในปีนี้การขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) มาเลเซียน่าจะลดลงมาเหลืออยู่ที่ประมาณ 4.3% จากเดิมที่ 5% ซึ่งถือเป็นการขยายตัวที่ต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี
จึงถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่สะท้อนให้เห็นว่าการพึ่งพิงการเติบโตด้วยการโหมกระตุ้นนั้น ไม่ใช่แนวทางที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ในระยะยาว
เพราะในวันหนึ่งก็จะต้องหันกลับมารับผลข้างเคียงจากการกระตุ้นแบบลวงตาที่ทำไว้อยู่ดี







