posttoday
จีนกับเบอร์ 3 เวิลด์แบงก์ อำนาจฟรีๆ ไม่มีในโลก

จีนกับเบอร์ 3 เวิลด์แบงก์ อำนาจฟรีๆ ไม่มีในโลก

27 เมษายน 2553

8...ทีมข่าวต่างประเทศ

นับเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายและไม่เหนือความคาดหมายในเวลาเดียวกัน กับการที่ธนาคารโลกหรือเวิลด์แบงก์ ประกาศเพิ่มสัดส่วนเงินทุนของจีนในเวิลด์แบงก์ขึ้นมาถึง 5,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งหมายถึงสิทธิออกเสียงของจีนในองค์กรดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

นับเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ที่ทำให้จีนมีสถานะทางการเงินเหนือกว่าเยอรมนีและอังกฤษ และเป็นรองเพียงแค่ญี่ปุ่นและสหรัฐเท่านั้น

ที่ว่าเหนือความความคาดหมาย จึงหมายถึงการก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วของจีนที่เสริมให้กับฐานะของพญามังกร

ส่วนที่ไม่เหนือความคาดหมายก็คือ ในการประชุมประจำปีของเวิลด์แบงก์และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ครั้งนี้ หนึ่งในวาระสำคัญที่ต้องพิจารณาก็คือ การเพิ่มสิทธิออกเสียงให้กับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึงจีน

แต่คำว่า “ของฟรีไม่มีในโลก” ยังเป็นความจริงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในโลกแห่งการค้าและการลงทุน ที่ไม่เพียงไม่มีของฟรี แต่ยังมีผลประโยชน์ถาวรเป็นที่ตั้งเท่านั้น

การเพิ่มอำนาจให้กับจีนจึงไม่ใช่การให้เปล่าเพื่อประดับเกียรติภูมิแห่งมหาอำนาจใหม่ทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการยื่นหมูยื่นแมวกลายๆ ระหว่างชาติตะวันตก (ที่มีเวิลด์แบงก์เป็นตัวแทน) กับมหาอำนาจใหม่แห่งเอเชีย (ที่มีจีนเป็นตัวแทน)

อย่าลืมว่าอิทธิพลเบื้องหลังของเวิลด์แบงก์ คือสหรัฐ ขณะที่อิทธิพลเบื้องหลังไอเอ็มเอฟคือชาติตะวันตกที่เหลือ นี่คือการจัดสรรอำนาจทางการเงินของโลกที่คำถามสำคัญก็คือ “หมู” และ “แมว” ที่ถูกแลกเปลี่ยนระหว่างจีนกับเวิลด์แบงก์คืออะไร?

สิ่งที่สหรัฐปรารถนามากที่สุด คือการให้จีนยอมอ่อนข้อในเรื่องที่สหรัฐขอร้องมาโดยตลอด นั่นคือ ค่าเงินหยวนที่ “ดูเหมือน” จะอ่อนจนเกินไป

ปัญหานี้ไม่จำเป็นต้องหยิบยกขึ้นมากล่าวซ้ำอีก เพราะเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมานาน แต่ยังไม่มีผลสรุปที่แน่นอน ประเด็นที่ต้องขบคิดก็คือ สหรัฐจะใช้ไม้ใดกดดันจีนในเรื่องนี้

หากพิจารณาจากท่าทีในขณะนี้ สหรัฐจะยังไม่สามารถผลักดันให้เกิดความคืบหน้าใดๆ ได้ นอกเสียจากข้อเรียกร้องในทางวาจา เพราะจีนยืนยันว่าจะไม่ปรับค่าเงินหยวนในขณะนี้อย่างแน่นอน อีกทั้งยังไม่มีหลักฐานที่มัดตัวจีนอย่างแน่นหนาว่าเงินหยวนคือตัวการที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐสั่นคลอน

สิ่งที่สหรัฐทำได้ในขณะนี้จึงเป็นเพียงการแสดงความกังวล เสนอข้อเรียกร้องและการตำหนิอย่างไว้หน้าเท่านั้น

เหตุผลสำคัญก็คือ สหรัฐยังไม่ต้องการเร่งรีบให้จีนต้องขึ้นเงินหยวนตามประกาศิตของสหรัฐ หรือตัวแทนของสหรัฐอย่างเวิลด์แบงก์ การทำเช่นนั้นจะนำมาซึ่งการเผชิญหน้ากับจีนอย่างไม่ต้องสงสัย

สหรัฐ เวิลด์แบงก์ ไอเอ็มเอฟ และประเทศตะวันตกอื่นๆ ไม่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้น หากปรารถนาที่จะเกาะเกี่ยวความร้อนแรงของเศรษฐกิจจีน เพื่อที่จะรอดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่รุนแรงที่สุดในชั่วชีวิตมนุษย์ยุคปัจจุบัน ในช่วงเวลาที่ภาวะการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังปราศจากความแน่นอน มิหนำซ้ำชาติตะวันตกยังต้องกังวลกับชะตากรรมที่ง่อนแง่นของกรีซอีกคำรบหนึ่ง

ดังจะเห็นได้จากในวันที่เวิลด์แบงก์เปิดทางให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นอันดับที่ 3 รองจากสหรัฐและญี่ปุ่น ก็เป็นวันเดียวกับที่ คริสเตียน เมิร์ค ประธานหอการค้าสหรัฐ (AmCham) ระบุว่า สิ่งที่ธุรกิจสหรัฐกังวลเกี่ยวกับจีนไม่ใช่ค่าเงินหยวน แต่เป็นโอกาสในการเข้าถึงเศรษฐกิจที่กำลังร้อนแรงของจีน เนื่องจากถูกกีดกันจากระเบียบและนโยบายของภาครัฐ

ไม่เพียงเท่านั้น ขณะนี้ธุรกิจสหรัฐได้รับประโยชน์อย่างมากจากการรุกคืบธุรกิจเข้าสู่จีนเพื่อแสวงหาแรงงานค่าแรงต่ำ และแม้ว่าค่าแรงในเมืองใหญ่ตามพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกของจีนจะพุ่งสูงขึ้น แต่ธุรกิจสหรัฐยังมีโอกาสอย่างล้นเหลือในการขยายธุรกิจเข้าสู่เมืองระดับ 2 และระดับ 3ในพื้นที่ลึกเข้าไปในแผ่นดินใหญ่

การขยายตัวของธุรกิจสหรัฐเข้าสู่พื้นที่ตอนในของจีน มีส่วนกระตุ้นให้จีนพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวในทางหนึ่ง และยังผลดีในเชิงเศรษฐกิจสังคม เนื่องจากช่วยกระจายความมั่งคั่งเข้าสู่พื้นที่ที่จีนกังวลมาตลอดว่า อาจไม่ได้รับอานิสงส์จากการพัฒนาเศรษฐกิจ

ดังนั้น “หมู” ที่สหรัฐและชาติตะวันตกนำมาแลกกับ “แมว” ของจีนก็คือ การจัดฐานะให้จีนมีความทัดเทียมกับประเทศพัฒนาแล้ว ขณะเดียวกันจีนก็มอบเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้กับชาติตะวันตก

อย่างไรก็ตาม การเสริมฐานะของจีนพร้อมกับเพิ่มสิทธิในรูปของการถือครองหุ้นในเวิลด์แบงก์ให้กับประเทศกำลังพัฒนา ถือเป็นการให้อำนาจแก่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างแท้จริงหรือไม่นั้น ประเด็นนี้ยังเป็นที่น่ากังขา

จากผลสำรวจโดย AmCham พบว่า กว่าครึ่งหนึ่งของธุรกิจสัญชาติสหรัฐมีความกังวลกับความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวในช่วงเวลาไม่กี่ปีข้างหน้ามากที่สุด

ด้านเวิลด์แบงก์เองก็มีความกังวลไม่น้อย เพราะแม้จะพยายามเกี่ยวเศรษฐกิจโลกเข้ากับเศรษฐกิจจีน แต่ขณะเดียวกันก็แสดงความกังวลไม่หยุดหย่อนต่อความเสี่ยงจากภาวะฟองสบู่แตก จากผลของการปั่นราคาอสังหาริมทรัพย์ และปริมาณเงินกู้มหาศาลที่ไหลเข้าสู่ระบบ

คำถามก็คือ เวิลด์แบงก์ สหรัฐ ไอเอ็มเอฟ และประชาชาติตะวันตกจะเปลี่ยนท่าทีหรือไม่ หากจีนต้องเผชิญกับช่วงขาลง หรือเผชิญกับภาวะฟองสบู่แตกในที่สุด?

คำตอบก็คือ การให้สิทธิต่อจีนในเวิลด์แบงก์เป็นการให้สิทธิอย่างถาวร โอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงมีน้อยแม้ว่าจีนจะประสบกับชะตากรรมอันเลวร้ายในทางเศรษฐกิจ ดังจะเห็นได้จากสิทธิของญี่ปุ่นและสหรัฐยังไม่ถูกบั่นทอนลง แม้ว่าทั้งสองประเทศจะจมปลักกับปัญหาเรื้อรังด้านเศรษฐกิจและการเงิน ยกเว้นว่า ในคราวนี้ญี่ปุ่นตัดสินใจลดสิทธิการออกเสียงของตนเอง

ปัญหาที่แท้จริงสำหรับจีนหลังจากได้รับสิทธิออกเสียงมากขึ้น ก็คือจีนจะต้องแบกรับข้อผูกมัดต่างๆ มากขึ้น ในฐานะที่ในขณะนี้จีนได้กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นเสาหลักของเวิลด์แบงก์แล้ว และสิ่งที่จีนจะต้องแบกรับประการแรกมาพร้อมกันทั้งสองทาง

นั่นคือการเรียกร้องให้ประเทศกำลังพัฒนามีสิทธิมีเสียงอย่างแท้จริงในเวิลด์แบงก์และไอเอ็มเอฟ เนื่องจากหลายประเทศยังคงเห็นว่า การเพิ่มสิทธิในกับประเทศกำลังพัฒนายังไม่ใช่ความ “เปลี่ยนแปลง” ที่แท้จริง เพราะแม้สัดส่วนการออกเสียงของประเทศพัฒนาแล้วจะขึ้นมาอยู่ที่ 47.19% แต่สิทธิส่วนใหญ่ยังคงผูกขาดโดยมหาอำนาจเดิม

ขณะที่จีนต้องเป็นปากเป็นเสียงให้กับประเทศกำลังพัฒนา ประเทศพัฒนาแล้วก็คาดหวังจากจีนค่อนข้างสูงไม่แพ้กัน ดังถ้อยคำของ จอร์จ ปาปาคอนสตันตินู รัฐมนตรีคลังของกรีซ ที่ระบุว่า “จีนจะมีประโยชน์อย่างมากต่อกระบวนการตัดสินใจของไอเอ็มเอฟ” ในฐานะที่จีนเป็นหนึ่งในคณะกรรมการของ ไอเอ็มเอฟ และเป็น 1 ใน 3 ประเทศชั้นนำของเวิลด์แบงก์

ถ้อยคำของปาปาคอนสตันตินูย่อมสะท้อนได้อย่างดีถึงภาระที่ประเทศพัฒนาแล้วจะโยนมาให้กับจีนช่วยสะสาง ในช่วงเวลาที่ประเทศเหล่านี้กำลังหวาดหวั่นกับวิกฤตลูกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น

ถึงที่สุดแล้ว ฐานะที่สูงขึ้นในเวิลด์แบงก์อาจเป็นของร้อนสำหรับจีน มากกว่าเป็นของขวัญที่น่ายินดีจากประเทศมหาอำนาจ

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน