
รายได้รัฐบาลอัตคัดขัดสน
การออกมาปรับลดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย และศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ
โดย...บากบั่น บุญเลิศ
การออกมาปรับลดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย และศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ลงมาอีกระลอกเหลือแค่ 3.4-3.7% เป็นการสะท้อนว่ากิจกรรมโดยรวมของภาคธุรกิจไทย มีการขยายตัวในอัตราที่ต่ำมาก
ที่สำคัญต่ำมากกว่าตัวเลขที่กระทรวงการคลัง และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติใช้ในการประเมินเศรษฐกิจเพื่อกำหนดกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556อยู่ค่อนข้างสูง
อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลเคยคาดการณ์ไว้จะขยายตัวได้ถึง 5.56% จึงมีการกำหนดกรอบรายได้ของประเทศไว้สูงถึง 1.7 ล้านล้านบาท
แต่เมื่อเศรษฐกิจทรุดฮวบลงมาเหลือแค่ 3.4-3.7% ย่อมหมายถึงว่า รายได้จากภาษีที่มีการจัดเก็บย่อมลดลงตามขนาดของเศรษฐกิจที่หดตัวลงไปด้วย
ข้อมูลในทางลึกของกรมสรรพากรนั้นยอมรับกันเป็นการภายในแล้วว่า เงินภาษีโดยรวมในปีนี้จะหลุดเป้าไปไม่น้อยกว่า 3 แสนล้านบาท
เพราะผลของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลง การที่บริษัทจดทะเบียน และรัฐวิสาหกิจหลายแห่งชะลอแผนการลงทุนนั้นถือว่ารุนแรง
เมื่อผนวกกับกิจกรรมการบริโภคที่หยุดชะงักลงจนทำให้คนใช้จ่ายติดขัดได้ทำให้รายได้ภาครัฐหายวับไปมากกว่าที่เคยประมาณการไว้ในช่วงเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาว่าน่าจะพลาดเป้าไปแค่ 1.5 แสนล้านบาทเท่านั้น
สถานการณ์เช่นนี้ถือว่าอันตรายอย่างยิ่ง เพราะมีความล่อแหลมทางด้านฐานะการคลังของประเทศ
ลงว่า รายรับพลาดเป้าแต่รายจ่ายกลับเพิ่มขึ้น ถ้าเป็นบริษัทหมายถึงผลขาดทุน และมีบัญชีเป็นตัวแดง
แม้ในฐานะของรัฐบาลนั้นสามารถจะดึงเอาเงินคงคลังมาอุดผลต่างของรายรับกับรายจ่าย โดยมีเงื่อนไขว่าต้องหาเงินมาอุดเงินคงคลังในปีถัดไปได้
แต่นั่นคือความหวังลมๆ แล้งๆ เช่นกัน
ภาวะเช่นนั้น แม้แต่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ก็ยังถอดใจยอมรับเมื่อวันที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลจะพยายามทำงานให้หนักขึ้นเพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่อง แต่ถึงตอนนี้ไม่ขอตั้งเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้แล้ว
แม้กิตติรัตน์จะเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังจะกลับมาดีขึ้น เนื่องจากค่าเงินบาทอ่อนตัวลง ส่งผลให้สินค้าสามารถส่งออกไปขายต่างประเทศได้มากขึ้น รวมถึงการท่องเที่ยวที่ผ่านมาทำรายได้เพิ่มขึ้น 20%
เมื่อผนวกกับคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากภาคเอกชนผ่านทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้นย่อมทำให้เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังดีขึ้นได้
แต่มิได้ประกันว่าจะดีขึ้นเมื่อเทียบกับเป้าหมายอันเริ่ดหรูที่กำหนดเป็นเรือธงไว้
“เรื่องของจีดีพีนั้นในบางประเทศโต 2% ก็พอใจแล้ว ของไทยครึ่งแรกโตได้ 4.1% ถือว่ายังไม่สบายใจ แต่หากเทียบปีที่แล้วที่ครึ่งปีแรกโตที่ 2.6% ปลายปีโตได้ 6.5% ก็ยังน่าพอใจ” กิตติรัตน์ กล่าว
เป็นการบอกใบ้กลายๆ ว่า ถอดใจ
การถอดใจในเรื่องของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจนั้น ย่อมส่งผลลากยาวไปถึงรายได้และรายจ่ายของรัฐบาล
ในขณะที่กิตติรัตน์ประกาศ 20 มาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจใน 4 เดือนที่เหลือของปี ด้วยการจะอัดเงินลงไปในระบบผ่านงบค้างท่อและการลดภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวร่วม 67 แสนล้านบาทนั้น
อีกด้านหนึ่งของการจัดเก็บรายได้เพื่อนำเงินมาให้รัฐบาลใช้จ่ายกลับลดลงอย่างน่าใจหาย
หนึ่งนั้นเพราะนับเป็นเวลาร่วม 4 เดือนแล้วที่การเก็บภาษีของกรมสรรพากรต่ำกว่าเป้า
เดือน พ.ค. กรมสรรพากรเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้า 1.3 หมื่นล้านบาท เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มต่ำกว่าเป้า 4,500 ล้านบาท เก็บภาษีนิติบุคคลต่ำกว่าเป้าถึง 2.5 หมื่นล้านบาท
เมื่อภาษีของกรมสรรพากรทรุดลง ภาษีของกรมสรรพสามิต กรมศุลกากร ก็ต่ำกว่าเป้าหมด รายได้ภาพรวมของรัฐบาลในงวดเดือน พ.ค. 2556 ต่ำกว่าเป้ากว่า 2 หมื่นล้านบาท
งวดเดือน มิ.ย. การเก็บภาษีของกรมสรรพากรก็ยังต่ำกว่าเป้ากว่า 5,000 ล้านบาท ภาษีมูลค่าเพิ่มต่ำกว่าเป้า 4,000 ล้านบาท ภาษีนิติบุคคลต่ำกว่าเป้า 3,000 ล้านบาท
เช่นเดียวกับกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากร ผลที่ตามมาคือรายได้ของรัฐบาลในเดือนนี้ต่ำกว่าเป้า 3,000 ล้านบาท
ประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ การจัดเก็บรายได้ภาษีมูลค่าเพิ่มสินค้านำเข้าที่ลดลง 18,710 ล้านบาท หรือลดลง 7.2% เพราะมีการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าทุน สินค้าเพื่อการผลิตลดลง
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการคลังปลัดกระทรวงการคลังอย่างน้อย 2 คน บอกว่า ปกติถ้าภาษีมูลค่าเพิ่มของการนำเข้าลดลงมาติดต่อกัน 3 เดือนเมื่อไหร่เข้าข่ายอันตราย
เพราะประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าสินค้าและวัตถุดิบเพื่อนำมาผลิตแล้วส่งออก ถ้าภาษีมูลค่าเพิ่มลดลงเมื่อไหร่ อันตรายกำลังมาเยือน เพราะหมายถึงกำลังการผลิตของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในระบบลดลง
แต่เชื่อหรือไม่ว่า ถึงตอนนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการส่งออกนำเข้าของไทยลดลงติดต่อกันร่วม 7 เดือนเข้าไปแล้ว
แม้ถึงตอนนี้ 10 เดือนของปีงบประมาณ รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 1.75 ล้านล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 8.69 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5.2%
แต่การที่ยอดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มลดลง 4,171 ล้านบาท ภาษีเงินได้นิติบุคคลจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการอีก 2,077 ล้านบาท น่าจะสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาหลังจากนี้ไป
ในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นเป็นผลจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการนำเข้าจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ เพราะมูลค่าการนำเข้าที่ลดลง
สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การจัดเก็บรายได้ของภาครัฐกำลังเผชิญปัญหาหนักไม่น้อย ทั้งๆ ที่มีการกำหนดเป้าให้เจ้าหน้าที่สรรพากรเข้ากวดขันนิติบุคคลที่เสียภาษีทุกแห่งให้จ่ายภาษีเพิ่มขึ้นจากเดิม 510%ก็ยังทำได้แบบอัตคัด
หลังจากนี้ไปอย่าลืมว่า ภาษีนิติบุคคลจะลดลงเหลือแค่ 20% ในปีหน้า นั่นหมายถึงว่าจะมีรายได้จากภาษีของกรมสรรพากรหายไปร่วม 8 หมื่นล้านบาท
เมื่อผนวกกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่จะมีการปรับเกณฑ์ใหม่ด้วยการกำหนด 8 ขั้น
1.รายได้สุทธิ 150,000 บาทแรก ได้รับการยกเว้นภาษีเหมือนเดิม
2.รายได้สุทธิ 150,001300,000 บาท จากเดิมเสียภาษี 10% เสียแค่ 5%
3.รายได้สุทธิ 300,001500,000 บาท เสียภาษี 10% เหมือนเดิม
4.รายได้สุทธิ 500,001750,000 บาท จากเดิมเสียภาษี 20% เสียแค่ 15%
5.รายได้สุทธิ 750,0011,000,000 บาท เสียภาษี 20% ตามเดิม
6.รายได้สุทธิ 1,000,0012,000,000 บาท จากเดิมเสียภาษี 30% เหลือ 25%
7.รายได้สุทธิ 2,000,0014,000,000 บาท เสียภาษี 30% ตามเดิม
8.รายได้สุทธิตั้งแต่ 4,000,000 บาท จากเดิมเสียภาษี 37% เสียภาษีแค่ 35%
มาตรการนี้จะถูกนำมาใช้ในปีภาษี 2557 ซึ่งว่ากันว่าจะทำให้รายได้ภาษีหายไปร่วม 2.5 หมื่นล้านบาทเป็นอย่างต่ำ
หากไม่มีการจัดการด้านรายรับและรายจ่ายอย่างเป็นระบบสถานะของรัฐบาลง่อนแง่นแน่







