
กทม.คืนชีพ"ตาวิเศษ"ปลุกทิ้งขยะถูกที่
กทม.ทำแผนแม่บทลดปริมาณขยะ เตรียมนำ ตาวิเศษ กลับมารณรงค์อีกรอบ ยืนยันโรงงานกำจัดขยะมูลฝอยไม่เกิดมลพิษเพิ่ม
กทม.ทำแผนแม่บทลดปริมาณขยะ เตรียมนำ ตาวิเศษ กลับมารณรงค์อีกรอบ ยืนยันโรงงานกำจัดขยะมูลฝอยไม่เกิดมลพิษเพิ่ม
นายจุมพล สำเภาพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า คณะกรรมการจัดการขยะมูลฝอยของ กทม. ได้ประชุมเพื่อหารือกำหนดแผนแม่บทบริหารจัดการขยะใน กทม.ที่มีปริมาณมากถึงร้อยละ 25 ของประเทศ หรือประมาณวันละ 12,000 ตัน โดยเน้นการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด จากปัจจุบันที่ใช้วิธีจัดการแบบฝังกลบถึงร้อยละ 95 จากนี้จะรณรงค์ให้ประชาชนรู้จักคัดแยกขยะก่อนทิ้ง ซึ่งจะมีการกำหนดแนวทางให้ชัดเจนเหมือนในต่างประเทศ อาทิ มาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน ญี่ปุ่น ฮ่องกง ที่สามารถจัดการขยะโดยเน้นการคัดแยกจากครัวเรือน จนเหลือขยะที่นำไปฝังกลบเพียงร้อยละ 30-40
ดังนั้น จะมีการจัดทำแผนแม่บทเพื่อนำขยะมาใช้ประโยชน์สูงสุด เริ่มจากการคัดแยกขยะจากต้นทาง การนำขยะกลับมาใช้ใหม่ อาทิ ทำปุ๋ย เชื้อเพลิง และพลังงานไฟฟ้าโดยผ่านการหมักแบบอาร์ดีเอฟ เพื่อให้เหลือทิ้งน้อยที่สุด ซึ่งจะเน้นการให้ความรู้ในชุมชน ขณะนี้ได้ดำเนินการในชุมชนนำร่องแล้วกว่า 100 แห่ง นอกจากนี้ จะนำแคมเปญตาวิเศษกลับมาใช้รณรงค์ให้ประชาชนทิ้งขยะให้ถูกที่ ซึ่งในวันที่ 11 ตุลาคม ผู้ว่าฯกทม. จะเปิดโครงการอย่างเป็นทางการ" นายจุมพลกล่าว
นายจุมพลกล่าวว่า สำหรับกรณีโครงการก่อสร้างโรงงานกำจัดมูลฝอยด้วยพลังงานความร้อนสูงที่เขตหนองแขม ที่มีประชาชนออกมาคัดค้านในการสร้าง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดมลพิษในอากาศ ยืนยันว่าโรงงานมีระบบควบคุมตามมาตรฐานสากล เพื่อไม่ให้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งอุณหภูมิในการเผาขยะจะอยู่ที่ 1,000 องศาเซลเซียส เป็นระดับความร้อนที่สามารถจัดการไดออกซิน ในขยะได้ เพื่อไม่ให้ส่งผลต่อระบบหายใจของมนุษย์ การสร้างโรงเตาเผาขยะหนองแขมก็ยังคงต้องเดินหน้าต่อไป อย่างไรก็ตาม การเผาขยะก็ไม่ใช้วิธีการกำจัดขยะที่ดีที่สุด ต้องใช้วิธีการที่ผสมผสานกัน โดยเฉพาะการคัดแยกขยะ หากสามารถทำได้จะเหลือขยะฝังกลบเพียงวันละ 2,000 ตัน
ทั้งนี้ ปัจจุบัน กทม.ได้นำร่องการเผาขยะวันละ 300 ตัน นำไปผลิตเชื้อเพลิง 300 ตัน และนำไปผลิตกระแสไฟฟ้า 300 ตัน เพื่อทดสอบว่าวิธีใดที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาวะสิ่งแวดล้อมของ กทม.มากที่สุด







