
เข็นกม.กู้เงิน 2 ล้านล้านเข้าสู่ "เวทีสังหาร"
เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าวันที่ 1920 ก.ย.นี้ ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ
โดย...บากบั่น บุญเลิศ/จตุพล สันตะกิจ
เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าวันที่ 1920 ก.ย.นี้ ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ... 2 ล้านล้านบาท จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 2 ก่อนจะลงมติในวาระที่ 3 และเสนอวุฒิสภาพิจารณาต่อไป
มีการประเมินกันล่วงหน้าแล้วว่า การเข็น พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เข้าสภานั้นเป็นงานที่ไม่หมูสำหรับรัฐบาลแน่
ทันทีที่มีการหยิบยกร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ขึ้นมาถกเถียงในเวทีอภิปรายของรัฐสภา รับประกันว่า สภาหินอ่อนแห่งนี้จะแปรเปลี่ยนจากสภาลับคมฝีปาก มาเป็นสมรภูมิสังหารคำรบที่ 2 เช่นเดียวกับกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของ สว.
แต่ทว่าเวทีสังหารที่ว่า จะมีนัยแฝงที่ผิดแผกแตกต่างออกเป็น 2 นัย
นัยแรก การอภิปรายร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ครั้งนี้จะเป็นศึกหนักอีกศึกหนึ่งที่พลพรรคฝ่ายรัฐบาลต้องทุ่มเทสุดตัวเข็นร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้มีผลบังคับใช้ให้ได้ โดยมีประชาชนเป็นตัวประกันทั้งขึ้นทั้งล่อง คือ หากไม่ลงทุนคนไทยจะเสียโอกาส
แต่หากคลอด พ.ร.บ.ออกมากู้เงินไปลงทุนแล้วไม่คุ้ม คนไทยก็ใช้หนี้กันหัวโต และมีจำนวนดอกเบี้ยที่สูงกว่าเงินต้น
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ ขณะนี้การกู้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ได้บรรจุไว้ในแผนก่อหนี้ล่วงหน้าในแผนบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2557 ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติไว้ในวงเงิน 1.2 แสนล้านบาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รอแค่กฎหมายผ่านก็กู้เงินได้ตามแผนทันที
นั่นเพราะการขับเคลื่อนโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท ไม่ได้มีความหมายแค่การลงทุนเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการมีรัฐบาลมีเงินและเครื่องมือใหม่ๆ มาปลุกเศรษฐกิจไทยให้กระชุ่มกระชวย หลังเศรษฐกิจไทยช่วงต้นปีดิ่งหัว โมเมมตัมประชานิยมหมดฤทธิ์ กระเป๋าเงินรัฐบาลแบบแฟบ หนี้สาธารณะต่อจีดีพีพุ่งไปอยู่ที่ 44% ในช่วงกลางปี 2556
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่การใช้เงินลงทุนน้ำภายใต้ พ.ร.ก.น้ำ 3.5 แสนล้านบาท “เจอตอ” กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ส่วนโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ทำท่าเหมือนจะดี แต่เป็นได้แค่ทนายคลายทุกข์ กระตุ้นกำลังซื้อได้เพียงชั่วครู่ แต่ทิ้งภาระให้รัฐบาลแล้วไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท ไม่นับเงินกู้เงินใหม่อีก 2.7 แสนล้านบาท
แต่กระนั้น แม้ร่าง พ.ร.บ.จะโหวตผ่านในชั้น สส.และ สว. แต่ยังมีด่านอรหันต์ด่านหินที่ต้องฝ่าฟันและต้องลุ้นกันอีกเฮือก นั่นก็คือ สส.ฝ่ายค้านจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างกฎหมายฉบับนี้ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
ซึ่งนั่นจะส่งผลให้การลงทุนจริงก็ไม่เกิดขึ้นได้ง่าย ตัวอย่างก็มีให้เห็นแล้ว อย่างโครงการระบบบริหารจัดการน้ำที่ยังไปไม่ถึงไหน
เช่นกันขั้นตอนการไสร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน เข้าสู่เวทีอภิปราย ฝ่ายรัฐบาลรู้ดีว่าเป็นศึกที่ยืดเยื้อ ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ที่มีจำนวน 19 มาตรา และมีเอกสารแนบโครงการหนาเป็นตั้งๆ สส.ฝ่ายค้านเสนอขอแปรญัตติรายมาตรา มาตราละ 10 คนบ้าง 20 คนบ้าง ไปจนถึง 50 คน
เวลาที่ใช้ในการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.จะถูกลากเวลาอย่างยาวนาน เช่นเดียวกับการอภิปรายการแก้รัฐธรรมนูญ วาระที่ 2 และ 3 ซึ่งมี 13 มาตรา แต่ต้องใช้เวลาถกกันนานนับ 10 วัน แม้ว่าประเด็นอภิปรายอยู่ในกรอบเดิมๆ
เพราะรถไฟความเร็วสูงที่รัฐบาลโถมเงินในจำนวนที่สูงถึง 7 แสนล้านบาท ยังเป็นโครงการลงทุนที่หัวมังกุท้ายมังกร วิ่งไปหยุดแค่กลางทาง ย่อมเป็นการขยี้ปมให้เห็นว่าการลงทุนไม่คุ้มค่า
แต่โจทย์ใหญ่ๆ ที่ฝ่ายค้านจะทิ้งปมตอกย้ำให้ผู้คนได้ฉุกคิด คือ การกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท แต่ทำให้คนไทยเป็นหนี้ 50 ปี ต้องใช้หนี้เงินกู้ทั้งต้นทั้งดอกเป็นเงิน 5 ล้านล้านบาท และใครกันที่จะได้ประโยชน์ที่แท้จริงในโครงการจะตกอยู่กับใคร ระหว่างประชาชนทั่วไปกับนายทุนนักพัฒนาที่ดิน หรือนักการเมืองที่กว้านซื้อที่ดินล่วงหน้า
ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลก็คงไม่ยอมเป็นเป้านิ่งถูกโจมตีข้างเดียว เพราะหยิบยกสารพัดเหตุผลมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้โครงการลงทุนเกิดให้ได้ โดยไม่สนวิธีการว่าจะถูกต้องตามครรลองกฎหมายหรือไม่
งานนี้ม้าลำปางอย่าง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม รับบทเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันวิ่งเข้าคลุกวงใน ตอบทุกคำถามที่ผู้คนแคลงใจเกี่ยวกับโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท มาล่วงหน้า ทั้งการันตีความโปร่งใสทุกขั้นตอน จนได้รับเสียงสนับสนุนจากภาคธุรกิจและประชาชนอย่างท่วมท้นในการเดินหน้าการลงทุนใหม่
อีกทั้งล่าสุดชัชชาติทำข้อมูลเปรียบเทียบอันดับคะแนนขีดความสามารถการแข่งขันด้านโครงสร้างพื้นฐานว่า ไทยมีอันดับตกต่ำลง ขณะที่มาเลเซียและสิงคโปร์ได้รับการจัดอันดับดีขึ้น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนส่ง 2 ล้านล้านบาท เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับประเทศ ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ หากไม่ลงทุนวันนี้แล้วจะลงทุนวันไหน
หากว่ากันด้วยเหตุด้วยผล และเสียงสนับสนุนฝ่ายรัฐบาลคงไม่หนักใจนักที่จะเข็นร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน ให้ผ่านสภา
แต่ทว่า เกมสภาเป็นสิ่งที่มีลูกเล่นสีสันแพรวพราว และไม่มีทางถอยให้ฝ่ายตรงข้าม เช่นเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน การอภิปรายแก้ไขรัฐธรรมนูญล่าสุด ที่นำมาซึ่งวลีว่า “ใช้เสียงข้างมากปิดปากเสียงข้างน้อย” มาแล้ว
ในแง่มุมหนึ่งสังเวียนในสภาจึงไม่ต่างจากเวทีสังหาร แต่ประชันกันในชั้นเชิงการเมือง
นัยที่ 2 หากเวทีอภิปรายร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท สส.และรัฐสภายกมือโหวตผ่านฉลุย โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่โดยออกกฎหมายพิเศษกู้เงินนอกงบประมาณมาลงทุน ก็ไม่ต่างกับการทำรัฐประหารทางด้านระเบียบวิธีของงบประมาณดีๆ นี่เอง
นั่นเพราะ 1.การออกกฎหมายกู้เงินจำนวนมหาศาล กลับไม่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ 2502 และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่มีกระบวนการตรวจสอบการใช้งบประมาณที่รอบคอบ รัดกุม และหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะการรายงานผลการดำเนินงานโครงการไม่มีข้อกำหนดว่าต้องรายงานสภาเมื่อใด เป็นต้น
2.การโยกย้ายสลับสับเปลี่ยนโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท แทบไม่ต่างจากการตีเช็คเปล่าที่ให้อำนาจสิทธิ์ขาดแก่คนในรัฐบาลไม่กี่คน ตัดสินใจลงทุนหรือยกเลิกโครงการลงทุนใดก็ได้
เมื่ออำนาจทั้งหลายเป็นของคณะบุคคลแล้ว จะเรียกว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยต่อไป จึงเป็นสิ่งที่น่ากังขา
และ 3.การออกกฎหมายพิเศษกู้เงินที่ลุอำนาจ ให้อำนาจรัฐบาลที่มีอายุบริหารประเทศเพียง 4 ปี กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ที่มีช่วงระยะเวลาการใช้เงินนานถึง 7 ปี เกินอายุรัฐบาลเสียอีก
ที่สำคัญหากกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ผ่านไปได้
ก็เท่ากับสร้างบรรทัดฐานว่า หากรัฐบาลใดมีเสียงข้างมาก และกู้เงินมาใช้จ่ายอย่างไม่มีขอบเขต โดยอ้างความจำเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หากเป็นอย่างนี้เรื่อยไป มีหวังระบบการคลังประเทศต้องล้มละลาย
คนที่ต้องรับเคราะห์รับกรรม คือ คนไทยทั้งประเทศที่เข้าสู่เกมเดิมพันแบบมัดมือชก







