posttoday
ตัวเลข 4 รายการ ที่กำหนด...ชีวิตมนุษย์

ตัวเลข 4 รายการ ที่กำหนด...ชีวิตมนุษย์

17 กันยายน 2556

คุณผู้อ่านรู้จัก “สมการการเงิน” ที่เห็นอยู่ด้านล่างนี้ไหมครับ?

คุณผู้อ่านรู้จัก “สมการการเงิน” ที่เห็นอยู่ด้านล่างนี้ไหมครับ?

รายได้ – รายจ่าย = เงินออม

แต่ “รายได้” ที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้ประกอบไปด้วย รายได้ที่ต้องทำงาน และรายได้ที่ไม่ต้องทำงาน ดังนั้น สมการดังกล่าวจะกลายเป็นดังนี้

(รายได้ที่ต้องทำงาน + รายได้ที่ไม่ต้องทำงาน) – รายจ่าย = เงินออม

จากสมการข้างต้น จะมีตัวเลขเพียง 4 รายการ ที่จะสามารถกำหนดชีวิตของคุณได้

ตัวเลข 4 รายการ ที่กำหนด... “ชีวิตมนุษย์” ได้ ก็คือ

1.รายได้ที่ต้องทำงาน (Active Income)

2.รายได้ที่ไม่ต้องทำงาน (Passive Income)

3.รายจ่าย (Expenses)

4.เงินออม (Savings)

ในความเป็นจริง คนเกือบทุกคนบนโลกใบนี้คงไม่สามารถหลีกหนีการใช้ชีวิตโดยปราศจากตัวเลขทั้ง 4 รายการนี้ไปได้ โดยตัวเลขที่ควรจะต้องเรียนรู้ทั้ง 4 รายการมีรายละเอียด ดังนี้ คือ

หนึ่ง รายได้ที่ต้องทำงาน (Active Income)

หมายถึง รายได้ที่ได้ที่ต้องทำงานเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากเงินเดือน เงินโบนัส คอมมิชชัน เงินพิเศษต่างๆ หรือในกรณีที่เป็นเจ้าของกิจการก็มักจะมีรายได้จากกิจการโดยตรง เช่น ผลกำไร หรืออื่นๆ ดังนั้นรายได้ที่ต้องทำงาน (Active Income) นี้จึงแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

รายได้ที่ต้องทำงานเป็นประจำ ได้แก่ มนุษย์เงินเดือน คนทำงานฟรีแลนซ์ (Freelance) หรือการทำงานที่ใช้แรงกายและสติปัญญาเป็นครั้งๆ ไปเพื่อแลกกับค่าตอบแทน

รายได้จากการเป็นเจ้าของกิจการประเภทที่จะต้องเข้าไปทำงานอย่างต่อเนื่อง อันเนื่องมาจากการจัดการดูแลหรือการจัดการด้านการเงินของกิจการนั้นๆ ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

สอง รายได้ที่ไม่ต้องทำงาน (Passive Income)

รายได้ตัวนี้...ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่ต้องทำงานเลย แต่หมายความว่าคุณควรจะต้องวางแผนในการทำธุรกิจหรือการลงทุนในทุกขั้นตอน และการตัดสินใจที่เกี่ยวกับการทำธุรกิจหรือการลงทุนนั้นๆ... ได้คำนึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นไว้แล้ว หากประสบความสำเร็จด้วยดี หลังจากนั้น...ก็เพียงแต่ติดตามให้มันเป็นไปตามแผนที่วางไว้เท่านั้น ซึ่งจะประกอบไปด้วยรายได้ ดังต่อไปนี้

รายได้ที่มาจากธุรกิจ ไม่ว่าตนจะเป็นเจ้าของหรือมีหุ้นส่วนด้วยก็ตาม

ค่าเช่า จากอสังหาริมทรัพย์ที่ตนถือครองอยู่

ค่าลิขสิทธิ์ ที่ได้จากทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ว่าจะเป็นค่าลิขสิทธิ์หนังสือ ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ และอื่นๆ

รายได้ที่ได้จากการทำธุรกรรมทางอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นค่าโฆษณา ค่าคอมมิชชัน อื่นๆ

เงินปันผลหรือดอกเบี้ย ที่ได้จากการฝากเงินในธนาคาร พันธบัตร ตราสารหนี้ หรือหลักทรัพย์ต่างๆ

สวัสดิการต่างๆ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินบำนาญ เงินผู้สูงอายุ และรายได้ต่างๆ

สาม รายจ่าย (Expenses)

คุณผู้อ่านหลายท่านที่อ่านรายการนี้แล้ว อาจคิดว่ารายจ่ายเป็นรายการที่ไม่จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว รายจ่ายจะมีบทบาทอย่างมากในการดำเนินชีวิตเช่นเดียวกัน เท่าที่ผมลองศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของรายจ่ายนั้น ผมพบแนวทางบางแนวทางที่น่าสนใจในการวางแผนเรื่องรายจ่าย ดังนี้ครับ

ค่าผ่อนบ้าน ไม่เกิน 30% ของรายได้ทั้งหมด

โดยส่วนใหญ่สถาบันการเงินในเมืองไทยมักจะตรวจเช็กประวัติของคนที่จะขอกู้บ้านอย่างละเอียด แล้วมักจะตั้งเกณฑ์ไว้ที่ 30% ของรายได้ทั้งหมด เช่น สามีภรรยามีรายได้รวมกัน 80,000 บาท ก็ควรจะสามารถผ่อนบ้านได้ไม่เกิน 30% นั่นคือไม่เกิน 24,000 บาทนั่นเอง ดังนั้นคุณผู้อ่านจึงควรใช้เกณฑ์นี้ในการประมาณการในการวางแผนรายจ่าย

ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับรถยนต์ ไม่เกิน 20% ของรายได้ทั้งหมด

ค่าผ่อนรถนับได้ว่าเป็นรายการรายจ่ายที่สำคัญมากรองจากค่าผ่อนบ้าน นอกจากนั้นยังได้ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายตามมาอีก เช่น ค่าประกันรถยนต์ ค่าน้ำมัน ค่าบำรุงรักษา และค่าซ่อมแซม

สูตรสำเร็จ 60% ของ ริชาร์ด เจนกินส์

ริชาร์ด เจนกินส์ (Richard Jenkins) ผู้เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าบรรณาธิการของ MSN Money ได้เคยกล่าวถึงสูตรสำเร็จ 60% (The 60% Solution) ที่ได้พูดถึงการวางแผนการใช้จ่ายเงินที่จะสามารถประสบความสำเร็จได้ โดยการควบคุมให้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นค่าผ่อนบ้าน ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์ ค่าดูแลลูก และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ให้ทั้งหมดไม่เกิน 60%

หลังจากนั้นก็จะมีเงินเหลืออีก 40% ก็ให้แบ่งออกเป็น 4 รายการ รายการละ 10% โดยมีรายการดังนี้

1.เพื่อการเกษียณอายุ 10%

2.เพื่อการออมระยะยาว 10%

3.เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน 10%

4.เพื่อให้เป็นรางวัลแก่ชีวิต 10% เช่น การให้ของขวัญชิ้นใหญ่แก่คนที่คุณรัก

เจนกินส์ ยังให้แนวคิดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบรรดาหนุ่มสาวที่เริ่มต้นสร้างครอบครัว โดยรายการที่หนึ่ง...เพื่อการเกษียณอายุ และรายการที่สอง...เพื่อการออมระยะยาวนั้น รวมเป็นเงินออมทั้งสิ้น 20% อาจนำไปใช้ในการจ่ายหนี้ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงแรกเสียก่อน ซึ่งอาจจะเป็นค่าผ่อนบ้าน หรือค่ารถยนต์ เป็นต้น แต่ยังให้คงการออมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน และเงินออมเพื่อให้เป็นรางวัลแก่ชีวิตไว้รายการละ 10% เหมือนเดิม จนกว่าการผ่อนบ้านและการผ่อนรายการใหญ่ๆ จะหมดไปเสียก่อน จึงค่อยเริ่มต้นออมในรายการที่หนึ่ง และรายการที่สองในภายหลัง

สี่ เงินออม (Savings)

เงินออม คือ เงินที่เหลือจากการหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้ว และจะไม่มีการใช้จ่ายใดๆ ออกไปอีกเลย ซึ่งการสะสมเงินออมนั้นเป็นสิ่งที่จะต้องมีวินัยอย่างสูงในการเก็บรวบรวมและอดออมเป็นระยะเวลายาวนาน จุดมุ่งหมายของเงินออม โดยทั่วไปมีไว้เพื่อการใช้จ่ายในยามที่ผู้ออมไม่สามารถหารายได้แล้ว หรือผู้ออมหารายได้ได้น้อยลง

“อิสรภาพทางการเงิน” เป็นคำคำหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับเงินออม ประเด็นสำคัญของ “อิสรภาพทางการเงิน” คือ คนคนนั้นจะต้องมีทรัพย์สินหรือธุรกิจที่สามารถก่อให้เกิดรายได้ และรายได้ที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องสูงกว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นของคนคนนั้นนั่นเอง

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์